"กฎหมายบังคับให้สถานประกอบการใดบ้างต้องมี TSM?": ไขข้อข้องใจขอบเขตการบังคับใช้และโทษปรับ

“กฎหมายบังคับให้สถานประกอบการใดบ้างต้องมี TSM?”: ไขข้อข้องใจขอบเขตการบังคับใช้และโทษปรับ

“กฎหมายบังคับให้สถานประกอบการใดบ้างต้องมี TSM?”: ไขข้อข้องใจขอบเขตการบังคับใช้และโทษปรับ

เมื่อ กรมการขนส่งทางบก ยกระดับมาตรการความปลอดภัยทางถนนอย่างเข้มงวด การจัดให้มี “ผู้จัดการความปลอดภัยด้านการขนส่งทางถนน” (Transport Safety Manager: TSM) ได้เปลี่ยนจาก “คำแนะนำ” ไปสู่ “ข้อบังคับทางกฎหมาย” ที่ผู้ประกอบการขนส่งทั่วประเทศไทยต้องปฏิบัติตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่คำถามสำคัญที่สร้างความสับสนให้แก่ผู้ประกอบการ และเจ้าของธุรกิจโลจิสติกส์จำนวนมากคือ “ธุรกิจของเราเข้าข่ายต้องมี TSM หรือยัง? และถ้าปล่อยปละละเลย จะมีบทลงโทษอย่างไรบ้าง?” บทความนี้จะเจาะลึกทุกขอบเขตการบังคับใช้และโทษปรับตามกฎหมายล่าสุดไว้อย่างชัดเจน

1. เช็กขอบเขตการบังคับใช้: สถานประกอบการประเภทใดบ้างที่ “ต้องมี TSM”?

ตามประกาศกรมการขนส่งทางบก กฎหมายบังคับให้ผู้ประกอบการขนส่งทางถนนทั้ง “ขนส่งผู้โดยสาร” และ “ขนส่งสินค้า/บรรทุก” ต้องจัดให้มี TSM ขึ้นทะเบียนถูกต้อง โดยแบ่งขอบเขตและเงื่อนไขการบังคับใช้ออกเป็นกลุ่มหลักๆ ดังนี้:

                               ┌─────────────────────────────────────────┐
                               │   สถานประกอบการขนส่งที่กฎหมายบังคับ TSM    │
                               └────────────────────┬────────────────────┘
                                                    │
       ┌────────────────────────────────────────────┴────────────────────────────────────────────┐
       ▼                                                                                         ▼
[ 1. ขนส่งด้วยรถโดยสารสาธารณะ ]                                                          [ 2. ขนส่งด้วยรถบรรทุก/สินค้า ]
• ขนส่งประจำทาง (หมวด 1, 2, 3, 4)                                                         • ขนส่งวัตถุอันตราย (ทุกประเภท/ทุกจำนวนคัน)
• ขนส่งไม่ประจำทาง (รถบัสเช่าเหมา/ทัวร์)                                                    • รถบรรทุกไม่ประจำทาง (ป้ายเหลือง 70)
• ผู้ขอรับใบอนุญาตรายใหม่ (ที่เป็นนิติบุคคล)                                                 • รถบรรทุกส่วนบุคคล (ป้ายขาว 80 - จำนวนรถตามเกณฑ์)

กลุ่มที่ 1: การขนส่งด้วยรถโดยสาร (Passenger Transport)

  1. ผู้ประกอบการขนส่งประจำทาง: เช่น รถโดยสารประจำทาง หมวด 1 (กรุงเทพฯ และปริมณฑล/เมืองใหญ่), หมวด 2 (กรุงเทพฯ-ต่างจังหวัด), หมวด 3 (ระหว่างจังหวัด) และหมวด 4 (ภายในจังหวัด)

  2. ผู้ประกอบการขนส่งไม่ประจำทาง: เช่น รถบัสเช่าเหมา นำเที่ยว รถรับ-ส่งพนักงาน

  3. ผู้ขอรับใบอนุญาตรายใหม่ (นิติบุคคล): บริษัทหรือนิติบุคคลที่ขอรับใบอนุญาตประกอบการขนส่งด้วยรถโดยสารทุกราย

กลุ่มที่ 2: การขนส่งด้วยรถบรรทุก/สิ่งของ (Cargo & Freight Transport)

  1. ขนส่งวัตถุอันตราย (Hazmat Cargo): สถานประกอบการขนส่งสารเคมี น้ำมัน ก๊าซ หรือวัตถุอันตรายทุกประเภท ไม่ว่าจะใช้รถจำนวนกี่คันก็ตาม (ถูกบังคับเป็นกลุ่มแรกและเข้มงวดที่สุด)

  2. ขนส่งไม่ประจำทางเพื่อการค้า (ป้ายเหลือง / ประเภท 70): บริษัทรับจ้างขนส่งสินค้าทั่วไป Fleet ขนส่งขนาดใหญ่ และบริษัทโลจิสติกส์ 3PL

  3. ขนส่งส่วนบุคคล (ป้ายขาว / ประเภท 80): องค์กร โรงงาน หรือสถานประกอบการที่มีรถบรรทุกใช้งานในกิจการของตนเอง (In-house Logistics) ที่มีขนาดฟลีตและน้ำหนักรถเข้าเกณฑ์ตามที่กรมขนส่งฯ กำหนด

  4. ผู้ขอรับใบอนุญาตประกอบการขนส่งรายใหม่ (นิติบุคคล) ทุกราย

2. สรุปเกณฑ์ประเภทรถและฟลีตที่เข้าข่ายต้องแต่งตั้ง TSM

ประเภทการขนส่งประเภทใบอนุญาต/รถที่ใช้เกณฑ์การบังคับใช้ TSM
ขนส่งวัตถุอันตรายรถบรรทุกน้ำมัน / สารเคมี / ก๊าซบังคับทุกราย (ไม่จำกัดจำนวนรถ)
รถโดยสารประจำทางหมวด 1, 2, 3, 4 (รถบัส / รถตู้)บังคับทุกราย
รถโดยสารไม่ประจำทางรถนำเที่ยว / รถเช่าเหมา / รถรับส่งพนักงานบังคับตามขนาดฟลีต (เริ่มบังคับตั้งแต่ฟลีตขนาดใหญ่จนถึงทุกขนาดตามกรอบเวลา)
ขนส่งสินค้าป้ายเหลือง (ประเภท 70)รถบรรทุก 6 ล้อขึ้นไป / หัวลากรับจ้างบังคับทุกราย และผู้ขอใบอนุญาตรายใหม่
ขนส่งสินค้าป้ายขาว (ประเภท 80)รถบรรทุกสินค้าส่วนบุคคลในนามบริษัทบังคับตามจำนวนคันและน้ำหนักรถ ตามเกณฑ์กรมการขนส่งทางบก

3. โทษปรับและผลกระทบทางธุรกิจ: เกิดอะไรขึ้นหาก “ไม่มี TSM”?

กฎหมายไม่ได้มองว่าการจัดให้มี TSM เป็นเพียงทางเลือก แต่ถูกกำหนดให้เป็น “เงื่อนไขการประกอบกิจการ” หากสถานประกอบการที่เข้าข่ายเพิกเฉยหรือฝ่าฝืน จะต้องเผชิญกับบทลงโทษและความเสี่ยงทางธุรกิจ 3 ระดับ ดังนี้:

                               ┌─────────────────────────────────────────┐
                               │   ผลกระทบจากการไม่จัดให้มี TSM ในองค์กร   │
                               └────────────────────┬────────────────────┘
                                                    │
       ┌────────────────────────────────────────────┼────────────────────────────────────────────┐
       ▼                                            ▼                                            ▼
[ 1. โทษปรับตามกฎหมาย ]                     [ 2. กระทบใบอนุญาตประกอบการ ]              [ 3. ความเสี่ยงทางแพ่ง/อาญา & คู่ค้า ]
• ปรับสูงสุด 50,000 บาท/ครั้งที่ตรวจพบ      • ไม่สามารถต่ออายุใบอนุญาตประกอบการได้      • เสียสิทธิ์ประมูลงานจากคู่ค้ารายใหญ่
• มีผลทางกฎหมายขนส่งทางบก                   • ถูกระงับหรือพักใช้ใบอนุญาต              • นายจ้างรับผิดร่วมกรณีเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง

Level 1: โทษปรับเป็นตัวเงิน (Administrative Fine)

  • ปรับสูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท ต่อครั้งที่ตรวจพบ: ตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก หากเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสถานประกอบการหรือเรียกสุ่มตรวจ แล้วพบว่าไม่มีการแต่งตั้ง TSM ที่ขึ้นทะเบียนถูกต้อง จะถูกลงโทษปรับทันที

Level 2: ผลกระทบต่อใบอนุญาตประกอบกิจการ (Licensing Impact)

  • ไม่สามารถต่ออายุใบอนุญาตประกอบการขนส่งได้: กรมการขนส่งทางบกใช้การมีอยู่ของ TSM เป็นหนึ่งในเงื่อนไขการอนุมัติ/ต่ออายุใบอนุญาต หากไม่มี TSM ใบอนุญาตของคุณจะไม่ผ่านการอนุมัติ

  • ความเสี่ยงถูกพักใช้หรือระงับใบอนุญาต: ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงและพบว่าองค์กรไม่ได้จัดทำระบบความปลอดภัยตามมาตรฐาน TSM อาจถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาต ซึ่งเท่ากับเป็นการหยุดดำเนินธุรกิจทันที

Level 3: ความเสี่ยงเชิงธุรกิจและการฟ้องร้อง (Business & Legal Risk)

  • สูญเสียโอกาสในการประมูลงาน (Bidding Failure): ปัจจุบัน บริษัทข้ามชาติ โรงงานอุตสาหกรรม และคู่ค้ารายใหญ่ กำหนดให้ผู้ให้บริการขนส่งต้องมี TSM และผ่านระบบ ISO 39001 / TSM Standard การไม่มี TSM ทำให้หมดสิทธิ์รับงานใหญ่

  • ความรับผิดทางแพ่งและอาญาของนายจ้าง: หากรถบรรทุกในฟลีตเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง และพิสูจน์ได้ว่าบริษัทละเลยไม่จัดให้มี TSM ตามกฎหมาย นายจ้างหรือผู้บริหารอาจถูกฟ้องร้องฐานประมาทเลินเล่อ และต้องรับผิดชอบค่าเสียหายมหาศาล

4. หน้าที่ 5 ด้านของ TSM ที่สถานประกอบการต้องกำกับดูแล

การมี TSM ในองค์กร ไม่ใช่แค่การนำชื่อมาแขวนไว้ในระบบ แต่ TSM ต้องปฏิบัติหน้าที่จริง 5 หมวดงานความปลอดภัย เพื่อรายงานต่อกรมการขนส่งทางบก:

  1. การจัดการรถ (Vehicle Management): ควบคุมการตรวจสภาพรถก่อนออกปฏิบัติงาน (Checklist) กำหนดแผนบำรุงรักษาป้องกัน (Preventive Maintenance) และดูแลอุปกรณ์ความปลอดภัย

  2. การจัดการผู้ขับรถ (Driver Management): ตรวจสอบใบขับขี่ ตรวจคัดกรองความพร้อม (แอลกอฮอล์/สารเสพติด/ความพร้อมร่างกาย) และควบคุมชั่วโมงการทำงานไม่ให้เหนื่อยล้า

  3. การจัดการการเดินรถ (Operation Management): วางแผนเส้นทาง กำหนดความเร็ว ติดตามการขับขี่ผ่านระบบ GPS Tracking และตรวจสอบพฤติกรรมการขับขี่

  4. การจัดการการบรรทุกและโดยสาร (Loading Safety): ควบคุมน้ำหนักบรรทุกไม่ให้เกินกฎหมาย กำหนด มาตรฐานการยึดตู้/ยึดโยงสินค้า (Lashing) ให้ปลอดภัย

  5. การวิเคราะห์และประเมินผล (Emergency & Accident Management): วิเคราะห์สาเหตุเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ทำแผนเผชิญเหตุฉุกเฉิน และส่งรายงานวิเคราะห์ความปลอดภัยรายปี

บทสรุป: TSM ไม่ใช่ภาระ แต่คือ “เกราะป้องกันธุรกิจ”

สำหรับผู้ประกอบการขนส่ง การจัดให้มี TSM ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงต้นทุนหรือภาระทางเอกสาร แต่คือ “การลงทุนเพื่อลดความเสี่ยง” ที่ช่วยคุ้มครองทั้งชีวิตของพนักงาน ทรัพย์สินขององค์กร และรักษาใบอนุญาตประกอบกิจการให้อยู่ได้อย่างมั่นคงยาวนาน

หากสถานประกอบการของคุณเข้าข่ายตามกฎหมาย ควรรีบดำเนินการแต่งตั้งบุคลากรภายในเข้ารับการอบรม TSM หรือสรรหา TSM ที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องเข้ามาประจำการทันที ก่อนที่จะต้องแลกด้วยค่าปรับมหาศาลหรือการถูกพักใช้ใบอนุญาตประกอบการ

ศูนย์ฝึกอบรมเทรนนิ่งเซนเตอร์ Training Center (TZ)

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

Line: @tzct
โทร: 094-395-5222
Facebook: TSM Center

เพิ่มเพื่อน