การจัดทำแผนบริหารความเสี่ยงเส้นทาง (Route Risk Assessment) หัวใจสำคัญของ TSM ที่หลายบริษัทละเลย

การจัดทำแผนบริหารความเสี่ยงเส้นทาง (Route Risk Assessment) หัวใจสำคัญของ TSM ที่หลายบริษัทละเลย

การจัดทำแผนบริหารความเสี่ยงเส้นทาง (Route Risk Assessment) หัวใจสำคัญของ TSM ที่หลายบริษัทละเลย

หนึ่งในภารกิจตามกฎหมายกรมการขนส่งทางบกสำหรับ TSM (Transport Safety Manager) ที่มักถูกมองข้ามหรือทำแบบพอเป็นพิธี คือ “การประเมินความเสี่ยงเส้นทางขนส่ง (Route Risk Assessment: RRA)”

บริษัทขนส่งหลายแห่งมักพึ่งพาเพียงระบบนำทางดิจิทัล โดยคิดว่า:

“ยุคนี้คนขับรถเปิด Google Maps หรือ GPS นำทางกันหมดแล้ว จะต้องเสียเวลาทำแผนประเมินความเสี่ยงเส้นทางเป็นเอกสารอีกทำไม?”

แต่นั่นคือความคิดที่เปิดประตูรับอุบัติเหตุระดับมหาศาล! เพราะระบบนำทางทั่วไปออกแบบมาสำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ไม่ได้คำนึงถึงข้อจำกัดทางกายภาพ ความเสี่ยงเฉพาะทางของรถบรรทุกขนาดใหญ่ หรือรถขนส่งวัตถุอันตราย

บทความนี้จะเจาะลึกขั้นตอนการจัดทำ RRA หัวใจสำคัญที่จะเปลี่ยนระบบขนส่งขององค์กรให้ปลอดภัยและเป็นมืออาชีพครับ

1. ทำไม Route Risk Assessment (RRA) ถึงสำคัญกว่า Google Maps?

┌──────────────────────────────────────────────────────────────────────────┐
│                   NAVIGATION MAPS vs. TSM ROUTE RISK ASSESSMENT          │
├──────────────────────────────────────────────────────────────────────────┤
│ Navigation Apps (Google Maps / GPS นำทางทั่วไป):                          │
│  - คำนวณเฉพาะ "เวลาที่เร็วที่สุด" หรือ "ระยะทางที่สั้นที่สุด"               │
│  - ไม่เตือนความสูงของซุ้มประตู/สายไฟต่ำ/สะพานรับน้ำหนักไม่เกิน             │
│  - อาจแนะนำให้วิ่งตัดผ่านทางเลียบคลองแคบๆ หรือชุมชนแน่นหนา                │
│                                                                          │
│ TSM Route Risk Assessment (RRA):                                         │
│  - วิเคราะห์จุดเสี่ยงทางกายภาพ (โค้งอันตราย, ทางลงเขายาว, จุดน้ำท่วมขัง)    │
│  - กำหนดเขตจำกัดความเร็วเฉพาะจุด (Geo-fencing & Speed Limits)             │
│  - วางแผนจุดพักรถปลอดภัย (Safe Rest Areas) ทุกๆ 2–3 ชั่วโมง              │
│  - เตรียมแผนตอบสนองเหตุฉุกเฉิน (Emergency Response) ตามพิกัดจริง          │
└──────────────────────────────────────────────────────────────────────────┘

RRA จึงไม่ใช่แค่เรื่องแผนที่ แต่คือ “คู่มือเอาชีวิตรอดและแผนการเดินรถเชิงรุก (Proactive Route Management)” สำหรับพนักงานขับรถทุกคน

2. 5 ขั้นตอนการจัดทำแผน RRA ตามมาตรฐาน TSM

การทำ RRA ที่นำไปใช้งานได้จริง ไม่ใช่การนั่งมโนอยู่ในห้องแอร์ แต่มีกระบวนการ 5 ขั้นตอนที่ TSM ต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบ:

ขั้นตอนที่ 1: การสำรวจและเก็บข้อมูลเส้นทาง (Route Data Collection)

TSM ต้องรวบรวมข้อมูลกายภาพของเส้นทางหลักและเส้นทางสำรอง (Alternative Routes) เช่น:

  • สภาพผิวจราจร (คอนกรีต, ลาดยาง, ชำรุดเป็นหลุมบ่อ)

  • ลักษณะภูมิประเทศ (ทางลาดชัน ลงเขายาว ทางโค้งหักศอก โค้งปราบเซียน)

  • ข้อจำกัดทางโครงสร้าง (ความสูงของทางลอด, น้ำหนักพิกัดสะพาน, ความแคบของถนน)

  • สถิติจุดที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง (Blackspots) จากข้อมูลทางหลวงหรือพื้นที่

ขั้นตอนที่ 2: การระบุจุดเสี่ยงและการประเมินอันตราย (Hazard Identification)

จำแนกจุดเสี่ยงตลอดเส้นทาง พร้อมให้คะแนนระดับความเสี่ยง (Risk Rating) ตามโอกาสเกิดและผลกระทบ:

  • จุดเสี่ยงระดับสูง (High Risk): เขตชุมชน/หน้าโรงเรียน, ทางลงเขายาวที่ต้องใช้ Engine Brake, จุดตัดทางรถไฟที่ไม่มีเครื่องกั้น, จุดอับสายตา

  • จุดเสี่ยงระดับปานกลาง (Medium Risk): บริเวณที่มีการก่อสร้างทาง, จุดยูเทิร์นกลับรถกระทันหัน, บริเวณตลาดข้างทาง

ขั้นตอนที่ 3: การกำหนดมาตรการควบคุมและป้องกัน (Risk Control Measures)

เมื่อพบจุดเสี่ยง TSM ต้องกำหนดคำสั่งปฏิบัติให้ชัดเจน เช่น:

  • ช่วง กม. 45–50 (ทางลงเขายาว): ห้ามใช้ความเร็วเกิน 40 กม./ชม. และต้องใช้เกียร์ต่ำเท่านั้น

  • ช่วงเข้าเขตชุมชน: ห้ามแซงเด็ดขาด และเปิดไฟสัญญาณเตือน

  • กรณีขนส่งวัตถุอันตราย: กำหนดเส้นทางเลี่ยงเมือง (Bypass) เพื่อไม่ให้วิ่งผ่านใจกลางเมือง

ขั้นตอนที่ 4: การวางแผนจุดพักรถปลอดภัย (Safe Rest Area Planning)

ตามกฎหมาย คนขับต้องพักอย่างน้อย 30 นาที ทุกๆ การขับขี่ 4 ชั่วโมง แต่แผน RRA ของ TSM ควรวางแผนให้ประณีตกว่านั้น:

  • กำหนดพิกัดปั๊มน้ำมัน หรือจุดพักรถริมทางหลวง (Rest Stop) ที่ปลอดภัย ทุกๆ 2–2.5 ชั่วโมง

  • ตรวจสอบว่าจุดพักนั้น มีพื้นที่ใหญ่พอสำหรับรถบรรทุกพ่วง/หัวลาก มีแสงสว่างเพียงพอ ยามค่ำคืนไม่เปลี่ยว เพื่อป้องกันอุบัติเหตุชนท้ายและการโจรกรรมสินค้า

ขั้นตอนที่ 5: การจัดทำแผนตอบสนองเหตุฉุกเฉิน (Emergency Response Plan)

ในเอกสาร RRA ต้องระบุเบอร์โทรศัพท์และพิกัดของหน่วยงานช่วยเหลือฉุกเฉินตลอดเส้นทาง ได้แก่:

  • สถานีตำรวจท้องที่ และตำรวจทางหลวง (1193)

  • โรงพยาบาลระดับศูนย์ และหน่วยกู้ชีพ (1669)

  • ศูนย์บริการซ่อมบำรุง/รถสไลด์ในพื้นที่

  • ทีมกู้ภัยสารเคมี/วัตถุอันตราย (กรณีขนส่งสินค้าอันตราย)

3. ตัวอย่างโครงสร้างแผ่นภาพ RRA (Route Risk Map) ที่ใช้บ่อย

TSM ควรแปลงข้อมูลเอกสารให้กลายเป็น “แผ่นภาพสรุปเส้นทาง (Route Card/Map)” ที่พนักงานขับรถเข้าใจง่าย เช่น:

พิกัด / ระยะทางสภาพเส้นทาง & จุดเสี่ยงระดับความเสี่ยงคำแนะนำการขับขี่สำหรับคนขับจุดพักรถ / หน่วยฉุกเฉิน
กม. 15–20เขตชุมชนหนาแน่น / หน้าโรงเรียน🟡 ปานกลางจำกัดความเร็วไม่เกิน 40 กม./ชม. ชะลอเมื่อถึงทางข้ามปั๊ม PTT กม. 22
กม. 85–92ทางลงเขาชันยาว 7 กม. / โค้งอันตราย🔴 สูงมากใช้เกียร์ต่ำ (Low Gear) ห้ามแช่เบรก / จำกัดความเร็ว 30 กม./ชม.จุดพักรถทางหลวง กม. 80
กม. 140จุดตัดทางรถไฟไม่มีกั้น🔴 สูงหยุดรถมองซ้าย-ขวา ให้ชัวร์ก่อนขับข้ามสภ. พื้นที่ โทร. xxx-xxxx

4. วิธีนำ RRA ไปใช้งานจริง ไม่ให้เป็นแค่ “กระดาษใส่แฟ้ม”

  1. Pre-trip Driver Briefing (การบรีฟก่อนออกรถ): ทุกครั้งก่อนปล่อยรถ TSM ต้องใช้เวลา 1-2 นาที นำแผน RRA มาบรีฟเน้นย้ำจุดเสี่ยงกับพนักงานขับรถ

  2. Geo-fencing Integration in GPS: นำพิกัดจุดเสี่ยงจาก RRA ไปตั้งค่าในระบบ GPS Tracking หากรถวิ่งเข้าใกล้จุดเสี่ยง ระบบจะส่งเสียงเตือนในห้องโดยสารให้คนขับชะลอความเร็วโดยอัตโนมัติ

  3. Route Review & Update: TSM ต้องทำการทบทวนและอัปเดตแผน RRA ทุกๆ 6 เดือน หรือทันทีเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเส้นทาง สภาพถนน หรือเกิดอุบัติเหตุขึ้นในเส้นทางนั้น

บทสรุป

การจัดทำแผน Route Risk Assessment (RRA) ไม่ใช่ภาระเอกสารที่สร้างขึ้นมาเพื่อรับการตรวจประเมินจากกรมการขนส่งทางบกเท่านั้น

แต่ RRA คือ “เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงเชิงรุก” ที่ช่วยลดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ช่วยปกป้องชีวิตพนักงานขับรถ สินค้าอันมีค่าของลูกค้า และคุ้มครองผู้ร่วมใช้ทางทุกคน ให้เดินทางถึงจุดหมายได้อย่างปลอดภัยครับ!

ศูนย์ฝึกอบรมเทรนนิ่งเซนเตอร์ Training Center (TZ)

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

Line: @tzct
โทร: 094-395-5222
Facebook: TSM Center

เพิ่มเพื่อน