ธุรกิจแบบไหนบ้างที่ "กฎหมายบังคับ" ต้องมี TSM? ฝ่าฝืนมีโทษอย่างไร และทำไมหลักสูตร TSM ถึงเป็นหัวใจสำคัญของ logistics ยุคใหม่

ธุรกิจแบบไหนบ้างที่ “กฎหมายบังคับ” ต้องมี TSM? ฝ่าฝืนมีโทษอย่างไร และทำไมหลักสูตร TSM ถึงเป็นหัวใจสำคัญของ logistics ยุคใหม่

ธุรกิจแบบไหนบ้างที่ “กฎหมายบังคับ” ต้องมี TSM? ฝ่าฝืนมีโทษอย่างไร และทำไมหลักสูตร TSM ถึงเป็นหัวใจสำคัญของ logistics ยุคใหม่

ในการดำเนินธุรกิจขนส่งทางบก ความปลอดภัยไม่ใช่เรื่องของ “ดวง” หรือ “ความระมัดระวังส่วนบุคคล” อีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของ “ระบบการบริหารจัดการเชิงป้องกัน” ซึ่งกรมการขนส่งทางบกได้ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยด้วยการออกกฎหมายบังคับให้ผู้ประกอบการขนส่งต้องแต่งตั้งและขึ้นทะเบียน บุคลากรจัดการด้านความปลอดภัยในการขนส่ง (Transport Safety Manager : TSM)

หากองค์กรของคุณดำเนินธุรกิจขนส่ง และยังสงสัยว่า “บริษัทเราต้องมี TSM ไหม? ถ้าไม่ทำจะโดนอะไร? และทำไมต้องส่งคนไปเรียนหลักสูตรนี้?” บทความนี้มีคำตอบอย่างละเอียดครับ

1. ธุรกิจแบบไหนบ้างที่ “กฎหมายบังคับ” ต้องจัดตั้ง TSM?

ตามประกาศกรมการขนส่งทางบก ได้กำหนดกลุ่มเป้าหมายผู้ประกอบการขนส่งทางบก (ตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522) ที่เข้าข่ายบังคับต้องจัดให้มี TSM ประจำองค์กร โดยแบ่งตามประเภทการขนส่งดังนี้:

กลุ่มการขนส่งด้วยรถโดยสาร (Passenger Transportation)

  1. ผู้ประกอบการขนส่งประจำทาง: รถโดยสารประจำทางทุกหมวด (หมวด 1, 2, 3, 4) ทั้งรถร่วมบริการ ขสมก., บขส., รถสองแถวประจำทาง ฯลฯ

  2. ผู้ประกอบการขนส่งไม่ประจำทาง: รถนำเที่ยว รถบัสรับ-ส่งพนักงาน รถตู้เช่าเหมา

กลุ่มการขนส่งด้วยรถบรรทุก (Freight Transportation)

  1. ผู้ประกอบการขนส่งไม่ประจำทาง (รับจ้างขนส่งสินค้า):

    • บริษัทโลจิสติกส์ รับจ้างขนส่งสินค้าทั่วไป

    • ผู้ประกอบการขนส่งวัตถุอันตราย (Dangerous Goods – ADR)

  2. ผู้ประกอบการขนส่งส่วนบุคคล (Private Transportation):

    • ธุรกิจที่มีรถบรรทุกเป็นของตัวเองเพื่อขนส่งสินค้าหรือวัตถุดิบของบริษัท เช่น โรงงานอุตสาหกรรม, คลังสินค้า, ธุรกิจค้าส่ง-ค้าปลีก, บริษัทก่อสร้าง หรือธุรกิจที่ขนส่งสารเคมี/เชื้อเพลิงเพื่อใช้ในกิจการตนเอง

หมายเหตุ: กฎหมายผ่อนผันกรอบระยะเวลาบังคับใช้เป็นเฟสตามขนาดฟลีท (จำนวนรถ) แต่ ตั้งแต่ปี 2568-2569 เป็นต้นไป กรมการขนส่งทางบกได้บังคับใช้ครอบคลุมผู้ประกอบการขนส่งทั้งรายเดิมและรายใหม่ทุกขนาด เพื่อให้ระบบความปลอดภัยครอบคลุมทั้งประเทศ

2. หากไม่จัดตั้ง TSM มีโทษอย่างไร? (ผลกระทบทางกฎหมายและธุรกิจ)

การละเลยไม่จัดตั้งหรือไม่ขึ้นทะเบียน TSM ตามที่กฎหมายกำหนด ไม่ได้ส่งผลแค่เรื่องใบสั่ง แต่กระทบถึงการดำเนินธุรกิจโดยตรง:

โทษทางกฎหมายโดยตรง

  • โทษปรับสูงสุด 50,000 บาท: ผู้ประกอบการขนส่งที่ไม่จัดให้มี TSM ตามเกณฑ์ มีความผิดตาม พ.ร.บ. การขนส่งทางบก มีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 50,000 บาทต่อครั้งที่ตรวจพบ

  • ไม่สามารถต่ออายุใบอนุญาตประกอบการขนส่งได้: กรมการขนส่งทางบกใช้ฐานข้อมูล TSM เป็นหนึ่งในเงื่อนไขการตรวจประเมิน หากไม่มี TSM ที่ผ่านการขึ้นทะเบียนถูกต้อง จะไม่สามารถต่ออายุใบอนุญาตฯ ได้ ซึ่งหมายถึง “ต้องหยุดวิ่งรถอย่างถูกต้องตามกฎหมาย”

ความเสี่ยงและผลกระทบทางธุรกิจ (ที่แพงกว่าค่าปรับ)

  1. เสียโอกาสในการประมูลงาน (B2B / Corporate Contracts): ปัจจุบันบริษัทชั้นนำ โรงงานอุตสาหกรรม และบริษัทข้ามชาติ (Multinational Companies) กำหนดให้ผู้รับเหมาขนส่ง (Subcontractors) ต้องมีระบบ TSM และผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยก่อนเข้าร่วมประมูลงาน

  2. ปัญหาการเคลมประกันภัย: หากเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงแล้วสอบสวนพบว่าองค์กรละเลยการมี TSM ตามกฎหมาย อาจส่งผลต่อการพิจารณาจ่ายค่าสินไหมทดแทนของบริษัทประกันภัย หรือรับภาระความรับผิดชอบทางแพ่งและอาญาที่สูงขึ้น

  3. ถูกจัดอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงสูง (High Risk Group): สถานประกอบการที่ไม่มี TSM จะถูกระบบของกรมขนส่งฯ สุ่มตรวจความพร้อม (Audit) เข้มงวดกว่าปกติ

3. เจาะลึก “หลักสูตร TSM”: ทำไมจึงสำคัญและไม่ควรมองข้าม?

หลายองค์กรเข้าใจผิดว่า TSM เป็นเพียง “การแขวนชื่อเพื่อให้ผ่านกฎหมาย” แต่ในความเป็นจริง หลักสูตรฝึกอบรม TSM ถูกออกแบบมาเพื่อสร้าง “ผู้บริหารจัดการความปลอดภัยตัวจริง” ภายในองค์กร

โครงสร้างเนื้อหาของหลักสูตร TSM (5 หมวดภาระหน้าที่ตามกฎหมาย)

ผู้ที่เข้ารับการอบรมหลักสูตร TSM จะได้เรียนรู้ทักษะและการบริหารจัดการความปลอดภัยแบบครบวงจร 5 ด้านหลัก ได้แก่:

  1. การจัดการรถ (Vehicle Management):

    • วางระบบตรวจเช็กรถก่อนใช้งาน (Daily Inspection Checklists)

    • บำรุงรักษารถเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance) และการจัดการอุปกรณ์ความปลอดภัย

  2. การจัดการผู้ขับรถ (Driver Management):

    • ระบบคัดกรองและประเมินสมรรถภาพพนักงานขับรถ

    • การตรวจความพร้อมประจำวัน (ตรวจระดับแอลกอฮอล์, สารเสพติด, ความพร้อมร่างกาย/พักผ่อน)

    • การควบคุมชั่วโมงการทำงานเพื่อป้องกันความเหนื่อยล้า (Fatigue Management)

  3. การจัดการการเดินรถ (Operation Management):

    • การวางแผนเส้นทางและความเสี่ยง (Route Risk Assessment)

    • การติดตามและควบคุมการขับรถด้วยระบบ GPS Real-time (การใช้ความเร็ว, การขับขี่รุนแรง)

  4. การจัดการการบรรทุกและการโดยสาร (Cargo & Passenger Management):

    • เทคนิคการกระจายน้ำหนัก การยึดตู้/ยึดตรึงสินค้า (Cargo Securing) ไม่ให้ตกหล่น

    • มาตรฐานการขนส่งวัตถุอันตราย (ADR) และการรับมือเหตุฉุกเฉิน

  5. การวิเคราะห์และประเมินผล (Safety Evaluation & Reporting):

    • การเก็บข้อมูล สถิติอุบัติเหตุ และการทำรายงานส่งกรมการขนส่งทางบก (สอ.1 / สอ.2)

    • การสอบสวนอุบัติเหตุ (Accident Investigation) เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง (Root Cause) และวางแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ

4. สรุป: TSM ไม่ใช่ “ภาระ” แต่คือ “การลงทุนที่คุ้มค่า”

การจัดส่งบุคลากรเข้ารับการอบรม หลักสูตร TSM และแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ มิใช่เพียงการทำตามที่กฎหมายบังคับเพื่อหลีกเลี่ยงโทษปรับ 50,000 บาทเท่านั้น แต่ประโยชน์ที่แท้จริงคือ:

  • ลดต้นทุนจากอุบัติเหตุ: ลดการสูญเสียชีวิต สินค้าเสียหาย และค่าซ่อมบำรุงรถ

  • ลดค่าน้ำมันและค่าสึกหรอ: ผ่านการติดตามพฤติกรรมการขับขี่ที่ปลอดภัยและประหยัดพลังงาน

  • ยกระดับภาพลักษณ์องค์กร: สร้างความน่าเชื่อถือให้กับลูกค้า ช่วยให้ชนะการประมูลงานขนส่งระดับใหญ่

“การป้องกันอุบัติเหตุและปฏิบัติตามกฎหมาย TSM มีราคาที่ต้องจ่าย… แต่การปล่อยให้เกิดอุบัติเหตุหรือโดนสั่งหยุดกิจการ มีราคาที่แพงกว่าเสมอ”

ศูนย์ฝึกอบรมเทรนนิ่งเซนเตอร์ Training Center (TZ)

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

Line: @tzct
โทร: 094-395-5222
Facebook: TSM Center

เพิ่มเพื่อน