ทุกครั้งที่เข้าสู่ช่วงพีคของฤดูฝน และมีข่าวฝนตกหนักต่อเนื่องจนเกิดน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ คำถามที่มักจะถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงและสร้างความกังวลใจให้คนไทยมากที่สุดเสมอคือ “น้ำท่วมรอบนี้จะซ้ำรอยมหาอุทกภัยปี 2554 หรือไม่?”
ภาพจำของปี 2554 ที่นิคมอุตสาหกรรมหลายแห่งถูกน้ำท่วมมิด บ้านเรือนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลจมอยู่ใต้น้ำนานนับเดือน ยังคงเป็นฝันร้ายทางเศรษฐกิจและจิตใจของใครหลายคน
บทความนี้จะพาไป “เจาะลึกข้อมูลเชิงระบบ” เปรียบเทียบตัวแปรสำคัญระหว่างปี 2554 กับสถานการณ์ในปัจจุบัน เพื่อให้เห็นคำตอบชัดเจนผ่านข้อมูลทางอุตุนิยมวิทยา ปริมาณน้ำสะสม และศักยภาพของระบบบริหารจัดการน้ำยุคใหม่
การจะประเมินว่าอุทกภัยจะรุนแรงระดับมหาอุทกภัยหรือไม่ ไม่ได้ดูกันที่ปริมาณฝนในวันสองวัน แต่ต้องวิเคราะห์ผ่าน 4 ปัจจัยเชิงโครงสร้าง ต่อไปนี้:
┌──────────────────────────────────────────────────────────────────────────┐
│ 2554 VS CURRENT FLOOD RISK COMPARISON │
├──────────────────────────────────────────────────────────────────────────┤
│ 1. พายุและปรากฏการณ์สะสม │
│ • ปี 2554 : พายุเข้าไทยโดยตรงและอ้อมถึง 5 ลูก (หางซื่อ, นกเตน ฯลฯ) │
│ • ปัจจุบัน : พายุและร่องมรสุมตกตามฤดูกาล ปริมาณน้ำฝนสะสมต่ำกว่าปี 54 │
│ │
│ 2. ปริมาณน้ำกักเก็บในอ่างใหญ่ (เขื่อนภูมิพล & เขื่อนสิริกิติ์) │
│ • ปี 2554 : น้ำเต็มเขื่อน 100% ตั้งแต่ต้นฤดู (สิงหาคม) เร่งระบายไม่ทัน │
│ • ปัจจุบัน : มีการพร่องน้ำล่วงหน้า มีความจุรองรับน้ำใหม่ได้อีกมหาศาล │
│ │
│ 3. สภาพพื้นที่รับน้ำ (Retention Areas) และน้ำอุ้มสม │
│ • ปี 2554 : ดินอิ่มตัวด้วยน้ำตั้งแต่ต้นปี แหล่งน้ำธรรมชาติเต็มทุกแห่ง │
│ • ปัจจุบัน : พื้นที่รับน้ำและทุ่งรับน้ำได้รับการบริหารจัดการชะลอมวลน้ำ │
│ │
│ 4. รูปแบบอุทกภัย (Flood Type) │
│ • ปี 2554 : "น้ำท่วมหลากข้ามลุ่มน้ำ (Riverine / Basin Flood)" มหาศาล │
│ • ปัจจุบัน : "น้ำท่วมฉับพลัน / น้ำรอการระบาย (Flash / Pluvial Flood)" │
└──────────────────────────────────────────────────────────────────────────┘
มหาอุทกภัยปี 2554 ไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดเพียงจุดเดียว แต่เกิดจาก “การประจวบเหมาะของภัยธรรมชาติขั้นสุดยอดร่วมกับข้อจำกัดในการบริหารจัดการ”:
ปรากฏการณ์ลานีญาที่ยาวนาน: ฝนเริ่มตกหนักตั้งแต่เดือนมีนาคม 2554 ส่งผลให้ผืนดินทั่วภาคเหนือและภาคกลาง “อิ่มตัวด้วยน้ำ (Soil Saturation)” ตั้งแต่ก่อนเข้าสู่ฤดูฝนจริง
พายุถล่มต่อเนื่อง 5 ลูก: ไทยได้รับผลกระทบจากพายุพัดผ่านต่อเนื่องตั้งแต่ ไฮ่หม่า, นกเตน, ไห่ถัง, เนสาด ไปจนถึง นาลแก ทำให้ปริมาณน้ำฝนสะสมทั้งปีสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติถึง $35\%$
เขื่อนหลักเต็มความจุเร็วเกินไป: ในช่วงต้นฤดูฝนปี 2554 มีการกักเก็บน้ำไว้ในเขื่อนขนาดใหญ่ (เนื่องจากความกังวลเรื่องภัยแล้งในปีก่อนหน้า) จนกระทั่งเดือนสิงหาคม-กันยายน ปริมาณน้ำเต็มความจุ $100\%$ ทำให้เขื่อนจำเป็นต้องระบายน้ำออกปริมาณมหาศาลพร้อมกันในยามที่มวลน้ำด้านล่างกำลังวิกฤต
มวลน้ำหลากหลอมรวมกัน: น้ำจากลุ่มน้ำปิง วัง ยม น่าน ไหลมารวมกันที่แม่น้ำเจ้าพระยา และล้นทะลักคันกั้นน้ำลงสู่ทุ่งราบภาคกลาง เกิดเป็น “มวลน้ำก้อนยักษ์” ค่อยๆ เคลื่อนตัวลงสู่ทิศใต้เหมือนคลื่นยักษ์บนผืนดิน
หลังผ่านพ้นปี 2554 ประเทศไทยได้ปฏิรูประบบการบริหารจัดการน้ำเชิงโครงสร้างและเทคโนโลยีไปอย่างมาก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอย:
จากต่างคนต่างทำ สู่การบูรณาการ: ในอดีต หน่วยงานด้านน้ำกระจายตัวอยู่ตามกระทรวงต่างๆ (กรมชลประทาน, กรมทรัพยากรน้ำ, กรมอุตุนิยมวิทยา, กทม.) ทำให้ขาดการประสานงาน ปัจจุบันมี สทนช. (สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ) เป็นผู้บัญชาการเดี่ยว (Single Command)
Data & Satellite Analytics: ใช้ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม ร่วมกับแบบจำลองคาดการณ์ฝนล่วงหน้า $7 – 14\text{ วัน}$ เพื่อคำนวณปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อน (Inflow) แบบ Real-time
มีการปรับปรุง Rule Curve (กรอบการควบคุมระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำ) โดยกำหนดให้ต้องเร่ง “พร่องน้ำ (Pre-discharge)” ออกจากเขื่อนใหญ่ตั้งแต่ช่วงต้นฤดูฝน เพื่อเปิดพื้นที่ว่าง (Storage Capacity) รองรับน้ำจากพายุที่อาจเข้ามาในช่วงปลายฤดู
การระบายน้ำในปัจจุบันจะถูกคำนวณไม่ให้ส่งผลกระทบซ้ำเติมระดับน้ำในลำน้ำสายล่าง
โครงการบางระกำโมเดล: ปรับเปลี่ยนตารางการทำนาของเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มต่ำ ให้เก็บเกี่ยวข้าวเสร็จก่อนฤดูน้ำหลาก เพื่อใช้ทุ่งนาเนื้อที่หลายแสนไร่เป็น “แก้มลิงธรรมชาติ” กักเก็บมวลน้ำชั่วคราวได้นับพันล้านลูกบาศก์เมตร
ระบบคลองลัดและผังการระบายน้ำ: การขุดคลองระบายน้ำสายใหม่ เช่น คลองระบายน้ำบางบาล-บางไทร เพื่อเพิ่มศักยภาพการเลี่ยงเมืองและตัดยอดน้ำ (Peak Cut) ก่อนถึงพื้นที่เศรษฐกิจ
แม้โอกาสเกิดมหาอุทกภัยแบบปี 2554 จะต่ำมาก แต่ “ภัยความเสี่ยงรูปแบบใหม่” ในปัจจุบันกลับน่ากลัวไม่แพ้กัน:
Urban Flash Flood (น้ำท่วมฉับพลันในเขตเมือง): แม้น้ำจะไม่ท่วมแช่นานเป็นเดือนเหมือนปี 54 แต่ฝนตกหนักระดับ $100\text{ มม./ชม.}$ ในระยะเวลาสั้นๆ สามารถทำให้น้ำท่วมเมือง ทะลักเข้าบ้านเรือน และย่อยยับเศรษฐกิจท้องถิ่นได้ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง
น้ำท่วมลุ่มน้ำขนาดเล็กและน้ำป่าไหลหลาก (Flash Flood & Mudflow): ในพื้นที่เหนือหรือพื้นที่เชิงเขา การถางป่าและการเปลี่ยนสภาพพื้นที่ทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลากรุนแรง พัดพาตะกอนดินและดินโคลนเข้าท่วมชุมชนอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันตั้งตัว
น้ำทะเลหนุนสูง (Storm Surge & High Tide): ปัญหาโลกร้อนทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น หากช่วงที่น้ำเหนือไหลลงมา ประจวบเหมาะกับช่วงน้ำทะเลหนุนสูงสุดในอ่าวไทย จะเกิดปรากฏการณ์ “น้ำสกัดน้ำ” ทำให้น้ำในแม่น้ำสายหลักเอ่อล้นตลิ่งท่วมพื้นที่ริมน้ำได้ทันที
คำตอบเชิงวิทยาศาสตร์และการบริหารจัดการในปัจจุบันคือ “โอกาสซ้ำรอยมหาอุทกภัยปี 2554 มีน้อยมากจนแทบเป็นไปไม่ได้”
เนื่องจาก โครงสร้างการกักเก็บน้ำในเขื่อนหลักยังมีพื้นที่ว่างรองรับน้ำได้อีกมาก, ไม่ได้มีพายุซ้อน 5 ลูกเหมือนปีนั้น, และระบบการพาดผ่านของมวลน้ำถูกควบคุมผ่านทุ่งรับน้ำและการบริหารจัดการเชิงรุก
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เราต้องรับมือในปัจจุบันไม่ใช่ มหาอุทกภัยน้ำแช่ข้ามลุ่มน้ำ แต่เป็น “วิกฤตน้ำท่วมฉับพลันและฝนตกหนักสุดขั้วจากภาวะโลกร้อน (Extreme Weather)” ซึ่งโตเร็ว มาไว และสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินในชีวิตประจำวันได้รุนแรงไม่แพ้กันครับ