บริษัทขนส่งขนาดไหนต้องมี TSM? ถอดรหัสข้อกฎหมาย ขอบเขตการบังคับใช้ และบทลงโทษที่คุณต้องรู้

บริษัทขนส่งขนาดไหนต้องมี TSM? ถอดรหัสข้อกฎหมาย ขอบเขตการบังคับใช้ และบทลงโทษที่คุณต้องรู้

บริษัทขนส่งขนาดไหนต้องมี TSM? ถอดรหัสข้อกฎหมาย ขอบเขตการบังคับใช้ และบทลงโทษที่คุณต้องรู้

หนึ่งในประเด็นที่สร้างความตระหนกและข้อสงสัยให้แก่ผู้ประกอบการขนส่งทั่วประเทศไทยในปัจจุบัน คือ “กฎหมาย TSM (Transport Safety Manager) หรือ บุคลากรจัดการด้านความปลอดภัยในการขนส่ง” ที่กรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม ออกมาบังคับใช้

ผู้ประกอบการหลายรายอาจมองว่าตนเองเป็นเพียงองค์กรขนาดกลางหรือขนาดเล็ก มีรถบรรทุกหรือรถโดยสารไม่กี่คัน จึงคิดว่ากฎหมายนี้น่าจะบังคับใช้เฉพาะ “บริษัท logistics ข้ามชาติ” เท่านั้น แต่ในความเป็นจริง กฎหมาย TSM มีแผนการบังคับใช้ครอบคลุมผู้ประกอบการขนส่งแทบทุกขนาด

หากคุณเป็นเจ้าของกิจการ ผู้บริหาร หรือผู้จัดการฝ่าย Logistics บทความนี้จะเจาะลึกคำตอบอย่างละเอียดว่า ฟลีทขนาดไหนเข้าข่าย กฎหมายบังคับใช้กับใครบ้าง และหากละเลยจะมีบทลงโทษร้ายแรงเพียงใด

1. TSM คืออะไร? ทำไมภาครัฐต้องยกระดับเป็นกฎหมายบังคับ

TSM คือ บุคลากรจัดการด้านความปลอดภัยในการขนส่ง ทำหน้าที่บริหารจัดการ วางแผน ตรวจสอบ และควบคุมดูแลความปลอดภัยของฟลีทขนส่งแบบครบวงจร ตั้งแต่ความพร้อมของคนขับ สภาพรถ การบรรทุก เส้นทาง ไปจนถึงการตอบโต้เหตุฉุกเฉิน

ภาครัฐกำหนดกฎหมายนี้ขึ้นมาผ่าน กฎกระทรวงความปลอดภัยในการขนส่ง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2563 และประกาศกรมการขนส่งทางบก เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางถนนของไทยให้ทัดเทียมสากล และแก้ปัญหาอุบัติเหตุร้ายแรงจากรถขนส่งขนาดใหญ่ที่สร้างความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน

2. บริษัทขนส่งขนาดไหนต้องมี TSM? (เกณฑ์ขนาดฟลีทและประเภทการขนส่ง)

กรมการขนส่งทางบกไม่ได้ดูแค่ “รายได้” ของบริษัท แต่พิจารณาจาก “ประเภทใบอนุญาตประกอบการขนส่ง” และ “จำนวนยานพาหนะที่ครองครอง” โดยแบ่งกรอบการบังคับใช้ออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ดังนี้:

กลุ่มที่ 1: การขนส่งวัตถุอันตราย (Dangerous Goods – DG)

  • เกณฑ์: บังคับใช้กับผู้ประกอบการที่มีรถขนส่งวัตถุอันตราย ตั้งแต่ 1 คันขึ้นไป (สำหรับรถบรรทุกไม่ประจำทาง) หรือ ตั้งแต่ 6 คันขึ้นไป (สำหรับขนส่งส่วนบุคคล)

  • เหตุผล: สารเคมี ก๊าซ และเชื้อเพลิง ถือเป็นสารเสี่ยงภัยสูง หากเกิดอุบัติเหตุเพียงครั้งเดียวอาจสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม กฎหมายจึงบังคับใช้เข้มงวดที่สุด

กลุ่มที่ 2: การขนส่งผู้โดยสาร (Passenger Transport)

  • รถโดยสารประจำทาง (หมวด 1, 2, 3, 4): บังคับใช้ ทุกราย โดยไม่จำกัดจำนวนรถ

  • รถโดยสารไม่ประจำทาง (เช่น รถบัสท่องเที่ยว, รถตู้รับส่งพนักงาน):

    • ระยะแรกบังคับใช้กับผู้ประกอบการที่มีรถ ตั้งแต่ 51 คันขึ้นไป

    • ปัจจุบันขยายกรอบครอบคลุมผู้ประกอบการที่มีรถ ตั้งแต่ 11 คันขึ้นไป

    • ผู้ขอรับใบอนุญาตรายใหม่ (นิติบุคคล) ต้องมี TSM ตั้งแต่คันแรก

กลุ่มที่ 3: การขนส่งสิ่งของ/สินค้าด้วยรถบรรทุก (Freight Transport)

  • ขนส่งไม่ประจำทาง (รับจ้างทั่วไป / 3PL):

    • ระยะแรกบังคับใช้ที่ 101 คันขึ้นไป

    • ระยะถัดมาปรับลดเกณฑ์ลงมาที่ ตั้งแต่ 11 คันขึ้นไป

    • ผู้ขอรับใบอนุญาตรายใหม่ (นิติบุคคล) บังคับใช้ ทุกราย

  • ขนส่งส่วนบุคคล (ขนสินค้าของตัวเอง เช่น โรงงานที่มีรถวิ่งส่งของเอง):

    • บังคับใช้กับผู้ประกอบการที่มีรถบรรทุก ตั้งแต่ 11 คันขึ้นไป

ข้อสรุปสำคัญ: ตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นไป แผนบังคับใช้ของกรมการขนส่งทางบกตั้งเป้าครอบคลุม ผู้ประกอบการขนส่งทุกราย ทุกประเภท และทุกขนาดฟลีท (ตั้งแต่ 1 คันขึ้นไป) ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะมีรถบรรทุก/รถโดยสารเพียงไม่กี่คัน กิจการของคุณก็หลีกเลี่ยงกฎหมายนี้ไม่พ้น

3. สัดส่วนการแต่งตั้ง: TSM 1 คน ดูแลรถได้กี่คัน?

กฎหมายไม่ได้บังคับว่ารถ 1 คันต้องมี TSM 1 คน แต่กำหนดสัดส่วนตามความเหมาะสมของการบริหารจัดการ:

  • อัตราส่วนมาตรฐาน: TSM 1 คน สามารถดูแลรถได้สูงสุดไม่เกินตามที่กรมฯ กำหนด (โดยทั่วไป TSM 1 คนสามารถประจำให้แก่ผู้ประกอบการขนส่งได้ไม่เกิน 5 ราย/ใบอนุญาต หรือดูแลจำนวนรถในฟลีทตามกรอบบริหารความปลอดภัย)

  • กรณีฟลีทขนาดใหญ่: หากบริษัทมีรถบรรทุกหรือรถโดยสารจำนวนมาก (เช่น เกิน 100-200 คันขึ้นไป) บริษัทจะต้องจัดให้มี TSM เพิ่มเติมตามสัดส่วน เพื่อให้การตรวจความพร้อมประจำวัน (Daily Inspection) และการเฝ้าระวังผ่าน GPS ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4. บทลงโทษทางกฎหมายหาก “ไม่มี TSM” หรือฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตาม

การละเลยไม่จัดตั้ง TSM ไม่ใช่เพียงเรื่องความเสี่ยงด้านอุบัติเหตุ แต่มี โทษทางกฎหมายโดยตรง ตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง:

ระดับความผิดบทลงโทษทางกฎหมายและผลกระทบทางธุรกิจ
1. โทษปรับทางอาญา/ปรับรับผิดผู้ประกอบการขนส่งที่ไม่จัดให้มี TSM มีโทษ ปรับสูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท ต่อการตรวจพบ
2. การต่ออายุใบอนุญาตกรมการขนส่งทางบกสามารถ ปฏิเสธการต่ออายุใบอนุญาตประกอบการขนส่ง หากตรวจพบว่าไม่มี TSM ขึ้นทะเบียนในระบบ
3. โทษทางปกครองหากเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงและพบว่าไม่ได้จัดให้มี TSM ตามกฎหมาย อาจถูก สั่งระงับการใช้รถ หรือสั่งหยุดประกอบการขนส่งชั่วคราว/เพิกถอนใบอนุญาต
4. ความรับผิดชอบเมื่อเกิดอุบัติเหตุหากเกิดชนบาดเจ็บ/เสียชีวิต แล้วพบว่าบริษัทละเลยระบบ TSM ผู้บริหารอาจถูกสอบสวนในข้อหา กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย เนื่องจากไม่ได้จัดให้มีระบบควบคุมความปลอดภัยตามที่กฎหมายบังคับ

5. วิธีการเตรียมความพร้อมสำหรับผู้ประกอบการ

หากองค์กรของคุณเข้าข่ายต้องมี TSM ควรดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปนี้ทันที:

  1. สำรวจขนาดฟลีทและประเภทใบอนุญาต: ตรวจสอบว่าบริษัทถือใบอนุญาตประเภทใด (ประจำทาง, ไม่ประจำทาง, ส่วนบุคคล) และมีจำนวนรถในครอบครองกี่คัน

  2. คัดเลือกบุคลากรเข้าอบรม: คัดเลือกพนักงานภายใน (เช่น จป.วิชาชีพ, ผู้จัดการฝ่ายจัดส่ง, หัวหน้าแผนกซ่อมบำรุง) หรือบุคคลภายนอกที่มีคุณสมบัติเหมาะสม

  3. ส่งเข้ารับการอบรมและสอบขึ้นทะเบียน: เข้ารับการอบรมหลักสูตร TSM จากหน่วยงานที่กรมการขนส่งทางบกรับรอง (อบรม 18 ชม. สำหรับบุคคลทั่วไป หรือ 6 ชม. สำหรับ จป.วิชาชีพ/ผู้มีประสบการณ์) และสอบให้ผ่านเกณฑ์ 70%

  4. ขึ้นทะเบียนผ่านระบบออนไลน์: นำหนังสือรับรองไปขึ้นทะเบียนเป็น TSM ผ่านเว็บไซต์ระบบ TSM ของกรมการขนส่งทางบก ([www.tsmthai.com](https://www.tsmthai.com)) เพื่อผูกข้อมูลเข้ากับใบอนุญาตประกอบการของบริษัท

สรุป

TSM ไม่ใช่เรื่องของ “บริษัทใหญ่” อีกต่อไป แต่เป็นกฎหมายบังคับที่ผู้ประกอบการขนส่งทุกขนาดในประเทศไทยต้องปฏิบัติตาม การจัดตั้ง TSM ไม่เพียงแต่ช่วยให้บริษัทรอดพ้นจากโทษปรับ 50,000 บาทและการถูกพักใช้ใบอนุญาตเท่านั้น แต่ยังเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในการลดอุบัติเหตุ ลดค่าซ่อมบำรุง และยกระดับความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้าในระยะยาว

ศูนย์ฝึกอบรมเทรนนิ่งเซนเตอร์ Training Center (TZ)

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

Line: @tzct
โทร: 094-395-5222
Facebook: TSM Center

เพิ่มเพื่อน