"หน้าที่ 5 ด้านของ TSM มีอะไรบ้าง? ทำไมไม่ใช่แค่การยืนตรวจสภาพรถก่อนออกเดินทาง?"

“หน้าที่ 5 ด้านของ TSM มีอะไรบ้าง? ทำไมไม่ใช่แค่การยืนตรวจสภาพรถก่อนออกเดินทาง?”

“หน้าที่ 5 ด้านของ TSM มีอะไรบ้าง? ทำไมไม่ใช่แค่การยืนตรวจสภาพรถก่อนออกเดินทาง?”

 

เมื่อพูดถึงตำแหน่ง บุคลากรจัดการด้านความปลอดภัยในการขนส่ง (Transport Safety Manager: TSM) ภาพจำแรกของคนส่วนใหญ่มักจะเป็นภาพพนักงานถือกระดานจดรายการ เดินวนรอบรถ ถือเครื่องวัดความลึกดอกยาง หรือยืนเป่าแอลกอฮอล์คนขับรถก่อนออกจากลานจอด

แต่ในความเป็นจริง “การตรวจเช็กก่อนออกเดินทาง (Pre-trip Inspection)” เป็นเพียงเศษเสี้ยวเดียว ของงานทั้งหมดที่ TSM ต้องรับผิดชอบตามกฎหมายกรมการขนส่งทางบก

หาก TSM ทำหน้าที่เพียงแค่ยืนตรวจรถ ยอดอุบัติเหตุและต้นทุนความเสียหายขององค์กรก็คงไม่ลดลงอย่างยั่งยืน บทความนี้จะพาไปเจาะลึก “ภารกิจ 5 ด้าน” ของ TSM พร้อมเหตุผลว่าทำไมตำแหน่งนี้จึงถือเป็น “ผู้จัดการเชิงยุทธศาสตร์” ไม่ใช่แค่ผู้ตรวจรถหน้างานครับ

ทำไม TSM ถึง “ไม่ใช่แค่คนยืนตรวจรถ”?

การยืนตรวจรถเป็นการแก้ไขปัญหาที่ ปลายเหตุ (Reactive) หากรถเบรกพัง แต่ไม่มีระบบคัดกรองพนักงานขับรถที่มีพฤติกรรมเสี่ยง หรือไม่มีการวางแผนเส้นทางเพื่อหลีกเลี่ยงจุดเสี่ยง อุบัติเหตุร้ายแรงก็ยังมีโอกาสเกิดขึ้นได้เสมอ

งานของ TSM ตามกฎหมายจึงถูกออกแบบให้เป็น ระบบการบริหารจัดการเชิงป้องกัน (Proactive Safety Management) ที่เริ่มตั้งแต่ระดับโครงสร้างการทำงาน การจัดการคน ยานพาหนะ เส้นทาง ไปจนถึงการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อปรับปรุงองค์กรอย่างต่อเนื่อง

เจาะลึก: ภารกิจ 5 ด้านของ TSM ตามกฎหมาย

 

กรมการขนส่งทางบกได้กำหนดกรอบความรับผิดชอบของ TSM ไว้ 5 ด้านหลัก เพื่อให้ครอบคลุมทุกมิติของความปลอดภัย ดังนี้:

1ด้านที่ 1: การจัดการเกี่ยวกับตัวรถ (Vehicle Management):ดูแลความพร้อมทางกายภาพของฟลีตรถทั้งระบบ

ไม่ใช่แค่การตรวจรถประจำวัน แต่ครอบคลุมถึงการวางระบบบริหารจัดการยานพาหนะ:

  • วางแผนซ่อมบำรุงเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance): จัดทำตารางนำรถเข้าเช็กระยะ เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง และเปลี่ยนอะไหล่ตามรอบเวลา

  • จัดทำระบบ Daily Checklist: ออกแบบแบบฟอร์มตรวจสภาพรถก่อนใช้งาน (Walk-around Check) ให้คนขับรถปฏิบัติจริง

  • ควบคุมมาตรฐานและอุปกรณ์ความปลอดภัย: ตรวจสอบระบบเบรก ยาง ไฟส่องสว่าง รวมถึงติดตั้งและตรวจสอบระบบ GPS Tracking ให้ทำงานสมบูรณ์ตลอดเวลา

2ด้านที่ 2: การจัดการเกี่ยวกับผู้ขับรถ (Driver Management):คัดกรอง อบรม และติดตามความพร้อมของบุคลากร

“คน” คือปัจจัยสำคัญที่สุดในการเกิดอุบัติเหตุ TSM จึงต้องกำกับดูแลคนขับตั้งแต่เข้าทำงานจนถึงออกวิ่งรถ:

  • คัดเลือกและตรวจสอบคุณสมบัติ: ตรวจสอบใบอนุญาตขับรถตรงตามประเภท และเช็กประวัติการขับขี่

  • ตรวจความพร้อมก่อนปฏิบัติงาน: ตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์และสารเสพติด (ต้องเป็นศูนย์) ตรวจวัดความดันและสังเกตอาการง่วงนอน/อ่อนล้า

  • จัดทำแผนอบรมความปลอดภัย: จัดอบรมการขับขี่เชิงป้องกันอุบัติเหตุ (Defensive Driving) และการรับมือเหตุฉุกเฉินอย่างสม่ำเสมอ

  • ควบคุมชั่วโมงการทำงาน: กำกับดูแลไม่ให้คนขับรถทำงานเกินชั่วโมงที่กฎหมายกำหนด เพื่อป้องกันภาวะหลับใน

3ด้านที่ 3: การจัดการการเดินรถ (Operation Management):วางแผนเส้นทางและติดตามการขับขี่แบบ Real-time

มุ่งเน้นการวางแผนและควบคุมการเดินทางตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง:

  • วางแผนเส้นทางความปลอดภัย (Route Risk Assessment): สำรวจจุดเสี่ยง จุดดำ (Black Spots) บนถนน และกำหนดจุดพักรถที่เหมาะสม

  • ติดตามผ่านระบบ GPS: ติดตามพฤติกรรมการขับขี่ขณะปฏิบัติงานจริง เช่น การใช้ความเร็วเกินกำหนด การขับขี่กระชาก หรือการออกนอกเส้นทาง

  • สื่อสารแจ้งเตือนสภาพอากาศและจราจร: สื่อสารข้อมูลสภาพอากาศ ฝนตกหนัก หรือสภาพการจราจรติดขัดให้คนขับทราบเพื่อปรับการขับขี่

4ด้านที่ 4: การจัดการการบรรทุกและการโดยสาร (Loading & Passenger Safety):ควบคุมน้ำหนัก การจัดวาง และการยึดตรึงสินค้า/ผู้โดยสาร

ป้องกันอุบัติเหตุจากสินค้าตกหล่น หรือรถพลิกคว่ำเนื่องจากน้ำหนักเกิน:

  • ควบคุมน้ำหนักบรรทุก: กำกับดูแลไม่ให้น้ำหนักบรรทุกเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

  • ตรวจสอบการจัดวางและการยึดตรึง (Cargo Securement): ควบคุมการกระจายน้ำหนักสินค้าอย่างสมดุล และใช้อุปกรณ์ยึดตรึง (สายรัด/ผ้าใบ) ที่ได้มาตรฐาน

  • กรณีรถโดยสาร: ควบคุมดูแลความเรียบร้อยของเข็มขัดนิรภัย ประตูทางออกฉุกเฉิน ค้อนทุบกระจก และถังดับเพลิงให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน

5ด้านที่ 5: การบริหารจัดการ การวิเคราะห์ และประเมินผล (Data Analysis & Evaluation):วัดผล วิเคราะห์สาเหตุ และพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน

ด้านนี้คือหัวใจสำคัญที่เปลี่ยน TSM จากคนตรวจรถให้กลายเป็น “ผู้บริหารความปลอดภัย”:

  • จัดเก็บและวิเคราะห์สถิติอุบัติเหตุ: เมื่อเกิดเหตุ ต้องสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริง (Root Cause Analysis) ไม่ใช่แค่การโทษตัวคนขับ

  • ประเมินผล KPI ความปลอดภัย: ติดตามสถิติการใช้ความเร็ว สถิติการเบรกกระทันหัน และอัตราการเกิดอุบัติเหตุประจำเดือน

  • ปรับปรุงมาตรการความปลอดภัย: นำข้อมูลที่ได้มาวางแผนแก้ไข รวบรวมทำรายงานเสนอผู้บริหาร เพื่อปรับปรุงกระบวนการทำงานให้ปลอดภัยยิ่งขึ้น

ตารางสรุป: ข้อแตกต่างระหว่าง “ผู้ตรวจรถทั่วไป” VS “TSM มืออาชีพ”

ประเด็นการทำงานผู้ตรวจสภาพรถทั่วไป (Inspector)บุคลากร TSM มืออาชีพ (Safety Manager)
ขอบเขตงานตรวจเช็กสภาพรถตามรายการ ณ ลานจอดบริหารจัดการความปลอดภัยครบทั้ง 5 ด้าน
ช่วงเวลาทำงานทำเฉพาะช่วงก่อนรถออกเดินทาง (Pre-trip)ทำต่อเนื่องทั้งก่อนเดินทาง ระหว่างเดินทาง และหลังเดินทาง
การจัดการคนตรวจเช็กแค่ความพร้อมรายวันวางระบบคัดเลือก อบรม ควบคุมชั่วโมงทำงาน และติดตามพฤติกรรม
การใช้ข้อมูลลงบันทึกเอกสารแล้วเก็บเข้าแฟ้มนำข้อมูล GPS/อุบัติเหตุ มาวิเคราะห์หาแนวทางป้องกันเชิงโครงสร้าง
เป้าหมายสูงสุดเพื่อให้รถปล่อยออกจากลานจอดได้เพื่อลดอุบัติเหตุเป็นศูนย์ (Zero Accident) และลดต้นทุนองค์กร

สรุป

การยกระดับ TSM ให้ปฏิบัติหน้าที่ครบ 5 ด้าน ไม่ใช่เพียงเพื่อการปฏิบัติตามกฎหมายขนส่งทางบกเท่านั้น แต่คือการสร้าง วัฒนธรรมความปลอดภัย (Safety Culture) ให้เกิดขึ้นจริงในองค์กร

เมื่อ TSM วางระบบดูแลคน รถ เส้นทาง การบรรทุก และนำข้อมูลมาวิเคราะห์ปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่ผู้ประกอบการจะได้กลับมาไม่ใช่แค่เอกสารตรวจรถที่สมบูรณ์ แต่คือ ความเสียหายที่ลดลง เบี้ยประกันภัยที่ถูกลง และความน่าเชื่อถือจากลูกค้า ที่เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืนครับ!

ศูนย์ฝึกอบรมเทรนนิ่งเซนเตอร์ Training Center (TZ)

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

Line: @tzct
โทร: 094-395-5222
Facebook: TSM Center

เพิ่มเพื่อน