ในมุมมองของผู้บริหารหรือเจ้าของธุรกิจขนส่งหลายๆ ท่าน การที่กรมการขนส่งทางบกออกกฎหมายบังคับให้ทุกบริษัทต้องมีตำแหน่ง TSM (Transport Safety Manager) หรือบุคลากรจัดการด้านความปลอดภัยในการขนส่ง มักจะถูกมองว่าเป็น “ภาระค่าใช้จ่ายก้อนใหม่” ของบริษัท
“ต้องเจียดงบส่งพนักงานไปอบรม ต้องเสียเวลาไปสอบ แถมพอแต่งตั้งเสร็จก็ต้องจ่ายเงินเดือนเพิ่มขึ้นอีก มีแต่รายจ่ายเพิ่มขึ้นทั้งนั้น จะคุ้มค่าไหมเนี่ย?”
หากคุณกำลังคิดแบบนี้ แสดงว่าคุณกำลังติดกับดักทางความคิดที่เรียกว่า “ทฤษฎีภูเขาน้ำแข็ง (Iceberg Theory)” ในธุรกิจโลจิสติกส์ครับ เพราะสิ่งที่คุณเห็นว่าเป็นค่าซ่อมรถยามเกิดอุบัติเหตุนั้น เป็นเพียงแค่ยอดภูเขาน้ำแข็งพ้นน้ำที่ประกันภัยช่วยจ่ายให้ แต่ “ต้นทุนแฝงมหาศาลที่จมอยู่ใต้น้ำ” ต่างหากที่เป็นตัวการกัดกินกำไรของบริษัทคุณอยู่ทุกวัน และนี่คือเหตุผลเชิงธุรกิจว่าทำไมการมี TSM มืออาชีพ จะช่วยอุดรอยรั่วและทำเงินคืนให้องค์กรได้มากกว่าเงินเดือนของเขาหลายเท่าตัวครับ!
เวลาที่รถบรรทุกหรือรถขนส่งของบริษัทเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชน เจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่มักจะเบาใจเพราะคิดว่า “ไม่เป็นไร มีประกันภัยชั้น 1 เดี๋ยวประกันก็จ่ายค่าซ่อมให้” แต่ในความเป็นจริง ประกันภัยจ่ายให้แค่ค่าเสียหายทางตรง (Direct Costs) เท่านั้น แต่ต้นทุนแฝงทางอ้อม (Indirect Costs) ที่จมอยู่ใต้น้ำประกอบด้วย:
ค่าเสียโอกาสจากการหยุดเดินรถ (Downtime Cost): ในระหว่างที่รถต้องจอดรออะไหล่และซ่อมอยู่ในอู่เป็นเวลา 1-2 เดือน รถคันนั้นไม่สามารถวิ่งทำเงินได้ แต่บริษัทของคุณยังคงต้องจ่ายค่างวดรถ และยังคงต้องจ่ายเงินเดือนพนักงานขับรถอยู่ทุกวัน
ค่าปรับจากการส่งสินค้าล่าช้า: หากอุบัติเหตุทำให้สินค้าของคู่ค้าเสียหาย หรือส่งมอบไม่ทันตามกำหนดในสัญญา คุณอาจโดนปรับเงินก้อนโต หรือร้ายแรงที่สุดคือโดนยกเลิกสัญญาจ้าง
ค่าสูญเสียภาพลักษณ์แบรนด์: รถที่มีโลโก้บริษัทของคุณจอดคว่ำอยู่บนทางหลวงขวางทางจราจร คือการโฆษณาเชิงลบที่ทำลายความเชื่อมั่นของลูกค้าในพริบตา
หลักสูตร TSM จะเข้ามาเซ็ตระบบ “แผนเผชิญเหตุฉุกเฉินและการป้องกันอุบัติเหตุเชิงรุก” ซึ่งสถิติจากองค์กรสากลชี้ชัดว่า ทุกๆ 1 บาทที่องค์กรลงทุนกับระบบความปลอดภัยของ TSM จะสามารถช่วยเซฟเงินค่าต้นทุนแฝงเหล่านี้กลับคืนมาได้ถึง 4-6 บาทเลยทีเดียว
ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงคือต้นทุนที่ใหญ่ที่สุดในธุรกิจขนส่ง (คิดเป็น 30-40% ของต้นทุนทั้งหมด) ผู้บริหารส่วนใหญ่มักจะแก้ปัญหาค่าน้ำมันพุ่งสูงด้วยการเปลี่ยนไปใช้การ์ดน้ำมัน หรือติดตั้งระบบสแกน ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ
ต้นตอที่แท้จริง: ค่าน้ำมันที่รั่วไหลส่วนใหญ่เกิดจาก “พฤติกรรมการขับขี่” เช่น การสตาร์ทเครื่องยนต์นอนเปิดแอร์ทิ้งไว้ในจุดพักรถ (Idle Time), การขับรถลากเกียร์, หรือการขับรถด้วยความเร็วสูงเกินกำหนดแล้วต้องเบรกกะทันหันบ่อยๆ
กลยุทธ์ของ TSM: TSM ที่ผ่านการอบรมจะรู้วิธีการใช้ระบบ GPS ควบคู่กับวิชา Eco-Driving มามอนิเตอร์พฤติกรรมเหล่านี้อย่างเป็นระบบ มีการตั้งระบบแจ้งเตือนเมื่อคนขับติดเครื่องทิ้งเกิน 10 นาที หรือความเร็วเกิน 80 กม./ชม. พฤติกรรมที่ถูกควบคุมนี้จะช่วย ลดค่าน้ำมันของกองรถลงได้ทันที 10-15% คิดเป็นเงินหลักแสนหลักล้านบาทต่อปี ซึ่งเกินค่าเงินเดือนของ TSM ไปไกลมากครับ
รถบรรทุกคันหนึ่งราคาหลักล้านบาท หากปล่อยให้คนขับใช้งานตามยถากรรม ขับกระชาก ลุยหลุม ไม่เคยเช็คลมยาง ช่วงล่างและเครื่องยนต์จะเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติเป็นสองเท่า ค่าซ่อมบำรุง (Maintenance Cost) จะกลายเป็นงบบานปลายที่คุมไม่ได้
สิ่งที่ TSM เข้ามาจัดการ: TSM จะเข้ามาวางระบบ “การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน” โดยบังคับให้มีระบบเช็คลิสต์ตรวจรถก่อนล้อหมุน 5 นาทีทุกวัน (Daily Inspection) และวางตารางนำรถเข้าเช็คระยะตามกิโลเมตรอย่างแม่นยำ การเจอจุดบกพร่องเล็กๆ เช่น ผ้าเบรกเริ่มบาง หรือยางเริ่มปริ แล้วสั่งเปลี่ยนทันที จะช่วยป้องกันไม่ให้อะไหล่ชิ้นใหญ่พังพินาศกลางทาง ยืดอายุการใช้งานของรถให้ยาวนานขึ้น และเซฟเงินค่าซ่อมใหญ่ได้อย่างมหาศาล
| รายการค่าใช้จ่ายในกองรถ | บริษัทที่ไม่มีระบบ TSM (ปล่อยไหลตามยถากรรม) | บริษัทที่มี TSM มืออาชีพ (เซฟเงินด้วยระบบ) |
| ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงประจำปี | สูงมาก จากพฤติกรรมขับซิ่งและติดเครื่องนอนเปิดแอร์ | ประหยัดลง 10-15% จากการคุม Eco-Driving ผ่าน GPS |
| ค่าซ่อมแซมช่วงล่างและระบบเบรก | บานปลาย มักซ่อมใหญ่เมื่อรถพังเสียหายหนักกลางทาง | ต่ำและควบคุมได้ ด้วยระบบ Preventive Maintenance ตรวจก่อนพัง |
| ค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์ | พุ่งสูงขึ้นทุกปี เนื่องจากมีประวัติการเคลมบ่อย | ได้ส่วนลดประวัติดี (No Claim Bonus) เบี้ยลดลงปีละหลายหมื่น |
| ค่าเสียโอกาส (Downtime) | รถจอดอู่นาน ขาดรายได้วิ่งงาน แต่ค่างวดรถยังเดิน | รถวิ่งงานได้ต่อเนื่อง อุบัติเหตุเป็นศูนย์ สินทรัพย์ทำงานเต็มพิกัด |
สำหรับผู้บริหารยุคใหม่ที่ต้องการนำพาองค์กรโลจิสติกส์ฝ่ากระแสเศรษฐกิจที่ท้าทาย ถึงเวลาแล้วครับที่จะต้องเปลี่ยนความคิดที่มีต่อตำแหน่ง TSM จากเดิมที่คิดว่าต้องจ้างตามกฎหมายบังคับแบบแกนๆ จงเปลี่ยนมาเป็น “การคัดเลือกและติวเข้มบุคลากรที่มีศักยภาพสูง” ให้เข้ามาทำหน้าที่นี้อย่างจริงจัง เพราะทักษะการคุมพฤติกรรมคนขับ การบริหาร GPS และการวางแผนซ่อมบำรุงที่พวกเขาได้เรียนรู้ จะกลับกลายเป็นฟองน้ำซับรายจ่าย รั่วไหล และทำเงินคืนให้กับบริษัทในรูปแบบของกำไรที่เพิ่มขึ้น ซึ่งคุ้มค่ามากกว่าเงินเดือนของพวกเขาอย่างแน่นอนครับ
เปลี่ยนงบประมาณฝึกอบรมให้กลายเป็นผลกำไรหลักล้านกลับคืนสู่บริษัท ส่งพนักงานในสังกัดของคุณเข้าอบรมหลักสูตร TSM กับ ไอดีไดร์ฟ (หน่วยงานฝึกอบรมที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากกรมการขนส่งทางบก) เราไม่ได้สอนแค่ให้จำกฎหมายไปสอบ แต่ครูฝึกของเราจะติวเข้ม “กลยุทธ์การบริหารต้นทุนโลจิสติกส์ 5 เสาหลัก” สอนวิธีดึงข้อมูล GPS มาลดค่าน้ำมัน และแจกฟรีแบบฟอร์ม Preventive Maintenance ที่ใช้งานได้จริง เพื่อให้ TSM ของคุณพร้อมกลับไปเป็น “นักเซฟเงินมือโปร” ของบริษัททันทีหลังสอบผ่าน