แม้เทศกาลสงกรานต์จะผ่านพ้นไปแล้ว แต่ “ฤดูร้อน” ของประเทศไทยยังคงทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ อุณหภูมิในช่วงหลังกลางเดือนเมษายนมักพุ่งสูงที่สุดในรอบปี หลายพื้นที่แตะระดับ 40-44 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นระดับที่ร่างกายอาจรับไม่ไหว จนนำไปสู่ภาวะ “ฮีทสโตรก” (Heatstroke) หรือโรคลมแดดที่อันตรายถึงชีวิต
ฮีทสโตรกไม่ใช่แค่การเพลียแดดธรรมดา แต่มันคือภาวะที่ระบบควบคุมอุณหภูมิในร่างกายล้มเหลว ทำให้อุณหภูมิแกนกลางในร่างกายสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้สมองและอวัยวะภายในถูกทำลายคล้ายกับการถูกต้มให้สุกจากภายใน
หากพบผู้ที่มีอาการเหล่านี้ ให้สันนิษฐานว่าอาจเป็นฮีทสโตรก:
ตัวร้อนจัดแต่ไม่มีเหงื่อ: ผิวหนังจะแดงและแห้งสนิท แม้อากาศจะร้อนมากก็ตาม
ความผิดปกติทางสมอง: เริ่มพูดจาสับสน มึนงง เดินเซ กระสับกระส่าย หรือหมดสติ
อาการทางกายอื่นๆ: หัวใจเต้นเร็วมาก หายใจหอบถี่ ปวดศีรษะอย่างรุนแรง หรือชัก
แม้คนสุขภาพแข็งแรงก็เป็นได้ แต่ 6 กลุ่มนี้มีความเสี่ยงสูงกว่าปกติ:
เด็กเล็กและผู้สูงอายุ: ร่างกายปรับตัวต่ออุณหภูมิได้ช้า
ผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง: เช่น วินมอเตอร์ไซค์, คนงานก่อสร้าง, หรือเกษตรกร
ผู้ที่มีโรคประจำตัว: โรคหัวใจ, โรคความดันโลหิตสูง และโรคอ้วน
ผู้ที่พักผ่อนน้อย: ร่างกายจะระบายความร้อนได้ไม่ดีเท่าที่ควร
ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์: แอลกอฮอล์จะทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่เร็วกว่าปกติ
หากพบผู้ป่วยฮีทสโตรก เป้าหมายเดียวคือ “ลดอุณหภูมิร่างกายให้เร็วที่สุด”
รีบนำผู้ป่วยเข้า ที่ร่ม หรือห้องที่มีเครื่องปรับอากาศ
ให้ผู้ป่วย นอนราบ ยกเท้าสูง เพื่อให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงสมอง
ถอดเสื้อผ้า ให้เหลือเท่าที่จำเป็น
ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นหรือน้ำแข็งประคบตาม ซอกคอ รักแร้ และขาหนีบ
ใช้พัดลมเป่าระบายความร้อนเพื่อเร่งการระเหยของน้ำ
หากยังรู้สึกตัว ให้ค่อยๆ จิบน้ำเย็น แต่ถ้าหมดสติ ห้ามกรอกน้ำเข้าปาก เด็ดขาด
รีบโทรแจ้งสายด่วน 1669 ทันที
ดื่มน้ำให้บ่อย: ไม่ต้องรอให้หิว จิบน้ำเปล่าทุกๆ 20-30 นาที
เลือกเสื้อผ้า: ใส่ผ้าฝ้าย สีอ่อน ระบายอากาศได้ดี
หลีกเลี่ยงแดดจัด: งดกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงเวลา 11.00 – 16.00 น.
อย่าทิ้งใครไว้ในรถ: แม้จะเปิดกระจกทิ้งไว้ แต่อุณหภูมิในรถที่จอดตากแดดสามารถพุ่งสูงจนถึงจุดอันตรายได้ในเวลาเพียงไม่กี่นาที
จดจำไว้เสมอ: ฮีทสโตรกป้องกันได้หากเราไม่ประมาท อย่าปล่อยให้ความร้อนทำลายสุขภาพของคุณในช่วงที่ต้องกลับมาเริ่มต้นทำงานหลังหยุดยาวครับ