"เปิดไซเรนตลอดเวลา หรือเปิดเฉพาะตอนมีผู้ป่วย?": สิทธิและความรับผิดชอบตามกฎหมายของรถฉุกเฉิน

“เปิดไซเรนตลอดเวลา หรือเปิดเฉพาะตอนมีผู้ป่วย?”: สิทธิและความรับผิดชอบตามกฎหมายของรถฉุกเฉิน

“เปิดไซเรนตลอดเวลา หรือเปิดเฉพาะตอนมีผู้ป่วย?”: สิทธิและความรับผิดชอบตามกฎหมายของรถฉุกเฉิน

ภาพของรถฉุกเฉินหรือรถพยาบาลกู้ชีพที่วิ่งเปิดไฟวับวาบและเสียงไซเรนดังสนั่นผ่านสี่แยกต่างๆ มักนำมาซึ่งคำถามและข้อสงสัยในสังคมเสมอ: “รถพยาบาลเปิดไซเรนแบบนี้ มีผู้ป่วยอยู่จริงหรือไม่?”, “ถ้าไม่มีคนไข้ในรถ แต่เปิดไฟไซเรนวิ่ง ถือว่าผิดกฎหมายหรือเปล่า?” หรือ “สิทธิพิเศษในการฝ่าไฟแดง/วิ่งเกินความเร็วของรถฉุกเฉิน มีขอบเขตแค่ไหน?”

บทความนี้จะพาไปเจาะลึกกฎหมายจราจร ระเบียบปฏิบัติของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) และหลักความรับผิดชอบ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องระหว่างผู้ใช้รถใช้ถนนและผู้ปฏิบัติงานกู้ชีพ

1. ไขคำถามยอดฮิต: “เปิดไฟ/เปิดเสียง ได้ตอนไหนบ้าง?”

ตามข้อกำหนดของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) และข้อกำหนดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ การเปิดไฟสัญญาณและเสียงสัญญาณของรถฉุกเฉินแบ่งออกเป็น 2 ระดับการปฏิบัติงาน อย่างชัดเจน:

                     ┌─────────────────────────────────────────┐
                     │  การใช้งานสัญญาณไฟและเสียงของรถฉุกเฉิน   │
                     └────────────────────┬────────────────────┘
                                          │
                  ┌───────────────────────┴───────────────────────┐
                  ▼                                               ▼
   [ เปิดเฉพาะไฟวับวาบ (ปิดเสียง) ]                 [ เปิดไฟวับวาบ + เสียงไซเรน ]
  • ขณะออกปฏิบัติการไปรับผู้ป่วย                 • เคสวิกฤต/ฉุกเฉินขั้นสูง (วิกฤตแดง)
  • มีผู้ป่วยในรถ แต่อาการคงที่                    • ต้องเร่งส่งโรงพยาบาลด่วนที่สุด
  • การจราจรเคลื่อนตัวได้คล่องตัว                  • ต้องการขอทางเพื่อฝ่าสัญญาณไฟแดง

1) เปิดไฟวับวาบ แต่ “ปิดเสียงไซเรน”

  • สถานการณ์: อยู่ระหว่างเดินทางไปรับผู้ป่วย หรือรับผู้ป่วยขึ้นรถแล้วแต่อาการผู้ป่วยคงที่ (ไม่ใช่วิกฤตด่วนที่สุด) หรืออยู่ในช่วงสภาพจราจรปกติ

  • เหตุผล: เพื่อให้ผู้ใช้รถใช้ถนนคนอื่นรับรู้ว่า “รถคันนี้กำลังปฏิบัติหน้าที่” แต่ไม่ต้องตกใจกดเบรกกระทันหัน และลดมลพิษทางเสียงบนท้องถนน

2) เปิดไฟวับวาบ “พร้อมเปิดเสียงไซเรน”

  • สถานการณ์: เกิดเหตุฉุกเฉินวิกฤตเร่งด่วน (เคสสีแดง) เช่น ผู้ป่วยหยุดหายใจ หัวใจวาย มีการบาดเจ็บรุนแรง หรือต้องการเร่งด่วนเพื่อไปให้ถึงจุดเกิดเหตุ/โรงพยาบาลทันเวลา

  • ข้อสำคัญ: การเปิดเสียงไซเรนเป็นการ “ขอยกเว้นปฏิบัติตามกฎจราจรบางข้อ” และ “ขอทาง” จากประชาชน

คำตอบคือ: “ไม่ต้องรอให้มีผู้ป่วยในรถเสมอไป” หากรถฉุกเฉินกำลัง “วิ่งไปรับผู้ป่วยวิกฤต” ก็มีสิทธิเปิดไฟและเสียงไซเรนได้ตามระเบียบ แต่หากไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ (เช่น ขับกลับฐาน ขับไปเติมน้ำมัน หรือซื้อของส่วนตัว) ห้ามเปิดไฟหรือเสียงไซเรนเด็ดขาด

2. สิทธิตามกฎหมายของรถฉุกเฉิน (พ.ร.บ. จราจรทางบก มาตรา 75)

ตาม พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 75 ได้กำหนดสิทธิพิเศษของรถฉุกเฉินขณะปฏิบัติหน้าที่ไว้ว่า ผู้ขับขี่รถฉุกเฉินมีสิทธิปฏิบัติตามข้อยกเว้นต่อไปนี้ได้:

                        ┌───────────────────────────┐
                        │  สิทธิพิเศษตามมาตรา 75     │
                        └─────────────┬─────────────┘
                                      │
         ┌────────────────────────────┼────────────────────────────┐
         ▼                            ▼                            ▼
  [ ฝ่าสัญญาณไฟแดง ]          [ ขับเกินอัตราความเร็ว ]       [ เดินรถในช่องทางห้าม ]
 (ต้องชะลอความเร็วระดับปลอดภัย)    (ตามความเหมาะสมของสภาพถนน)   (ย้อนศร/ทับเส้นจราจรเท่าที่จำเป็น)
  1. การใช้สัญญาณ: มีสิทธิใช้ไฟสัญญาณแสงวับวาบและเสียงสัญญาณไซเรน

  2. การฝ่าไฟสัญญาณจราจร: สามารถขับรถผ่านสัญญาณจราจรไฟแดงหรือป้ายหยุดได้ แต่ “ต้องลดความเร็วของรถลงให้ปลอดภัยก่อน”

  3. อัตราความเร็ว: สามารถขับรถเกินอัตราความเร็วที่กฎหมายกำหนดไว้ได้ตามความจำเป็น

  4. ทิศทางการเดินรถ: สามารถขับรถจอด หรือเดินรถในช่องทางที่ห้ามไว้ได้ เช่น ขับทับเส้นจราจร ย้อนศร หรือจอดในที่ห้ามจอด

3. ความรับผิดชอบและขอบเขต: “สิทธิพิเศษ ไม่ใช่สิทธิขาด”

แม้กฎหมายจะให้อำนาจพิเศษแก่ผู้ขับรถฉุกเฉิน แต่กฎหมายก็ซ่อนเงื่อนไขสำคัญไว้อย่างเข้มงวดว่า “ความรับผิดชอบและความปลอดภัยของเพื่อนร่วมทางยังคงเป็นหน้าที่หลักของผู้ขับขี่รถฉุกเฉิน” (Duty of Care)

[ สิทธิพิเศษปฏิบัตินอกกฎจราจร ]  +  [ หน้าที่ระมัดระวังขั้นสูงสุด (Duty of Care) ]
                                  │
                                  ▼
                 [ หากประมาทจนเกิดอุบัติเหตุ = มีความผิดทางอาญา/แพ่ง ]
  • กฎหมายมิได้คุ้มครองการขับรถประมาท: หากผู้ขับรถฉุกเฉินเปิดไซเรนแล้วพุ่งผ่านแยกไฟแดงด้วยความเร็วสูงโดยไม่ชะลอมอง จนเกิดชนกับรถคันอื่นที่ขับมาตามไฟเขียว ผู้ขับรถฉุกเฉินยังคงต้องรับผิดชอบทางอาญา (ขับรถโดยประมาท) และทางแพ่ง (ชดใช้ค่าเสียหาย)

  • โทษของการแอบอ้างหรือใช้ไซเรนโดยไม่มีเหตุ:

    • การเปิดใช้สัญญาณไฟวับวาบหรือเสียงไซเรน โดยไม่มีเหตุฉุกเฉิน มีโทษปรับตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก

    • หากดัดแปลงหรือติดตั้งไฟไซเรนโดยไม่ได้รับอนุญาตจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีโทษปรับสูงสุด 1,000 บาท

4. หน้าที่ของประชาชนตามกฎหมายเมื่อเจอรถฉุกเฉิน (มาตรา 76)

เมื่อรถฉุกเฉินทำหน้าที่เปิดสัญญาณขอทาง กฎหมายตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก มาตรา 76 ได้กำหนดให้ผู้ใช้รถใช้ถนนต้องปฏิบัติตาม ดังนี้:

[ ประชาชนได้ยินเสียงไซเรน/เห็นไฟ ] ──► [ ตั้งสติ ชะลอความเร็ว ] ──► [ เบี่ยงชิดซ้าย/ขวาเปิดทาง ]
                                                                             │
                                                                             ▼
                                                                [ ห้ามขับตามในระยะ 50 เมตร ]
  1. ต้องหยุดรถหรือเบี่ยงรถให้พ้นทาง: ผู้ขับขี่ต้องหยุดรถหรือจอดรถให้อยู่ชิดขอบทางด้านซ้าย (หรือด้านขวาตามสภาพจราจร) เพื่อเปิดช่องทางให้รถฉุกเฉินผ่านไปก่อน

  2. อัตราโทษหากไม่หลบทาง: หากเจตนาขับขี่กีดขวาง ไม่หลบทางให้รถฉุกเฉินขณะปฏิบัติหน้าที่ มีโทษปรับตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก และในกรณีร้ายแรง หากการกีดขวางเป็นเหตุให้ผู้ป่วยบนรถเสียชีวิต อาจถูกพิจารณาความผิดฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย หรือเจตนาฆ่า ตามพฤติการณ์การณ์

  3. ห้ามขับรถตามหลังรถฉุกเฉิน: ห้ามผู้ขับขี่ขับรถตามหลังรถฉุกเฉินขณะปฏิบัติหน้าที่ในระยะ น้อยกว่า 50 เมตร ฝ่าฝืนมีโทษปรับตามกฎหมาย

สรุป

การเปิดไฟวับวาบและเสียงไซเรนของรถฉุกเฉิน ไม่ได้ทำตามใจชอบของผู้ขับขี่ แต่มีระเบียบและกฎหมายคุมเข้ม “เปิดเมื่อมีภารกิจกู้ชีพ/วิกฤต” และ “ต้องปิดเมื่อไม่มีเหตุ”

การเรียนรู้เรื่องสิทธิและความรับผิดชอบตามกฎหมาย จะช่วยลดความคลางแคลงใจของประชาชน และสร้างความปลอดภัยร่วมกันบนท้องถนน เพราะท้ายที่สุดแล้ว ทุกๆ วินาทีที่รถฉุกเฉินขอทาง หมายถึงโอกาสรอดชีวิตของเพื่อนมนุษย์อีกหนึ่งคนเสมอ

ศูนย์ฝึกอบรมเทรนนิ่งเซนเตอร์ Training Center (TZ)

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

Line: @tzct
โทร: 094-395-5222
Facebook: TSM Center

เพิ่มเพื่อน