ในวันที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น องค์กรส่วนใหญ่มักมุ่งเน้นไปที่การหาซัพพลายเออร์ที่ถูกกว่า หรือตัดงบประมาณส่วนอื่นมาชดเชย แต่รู้หรือไม่ว่า “ความสูญเสียที่มองไม่เห็น” (Invisible Waste) จากพฤติกรรมการขับขี่และการจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพนั้น มีมูลค่าสูงพอที่จะตัดสินกำไร-ขาดทุนของบริษัทได้เลยทีเดียว
การออกระเบียบที่เข้มงวดอาจได้ผลในระยะสั้น แต่การสร้าง Corporate Saving Culture จะให้ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนกว่า
สร้างความเข้าใจ: ให้พนักงานเห็นภาพว่า “1 ลิตรที่ประหยัดได้” ส่งผลต่อโบนัสหรือสวัสดิการของพวกเขาอย่างไร
Leading by Example: ผู้บริหารต้องทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง เช่น การจัดเส้นทางเดินทางร่วมกัน (Car Pooling) หรือการใช้รถไฟฟ้าในภารกิจที่เหมาะสม
มนุษย์เราชอบการแข่งขันและการได้รับการยอมรับ ลองใช้ระบบจัดการคนแบบเกม (Gamification) เข้ามาช่วย:
Driver Scorecard: ให้คะแนนพนักงานขับรถตามเกณฑ์ (เช่น การไม่เบรกกะทันหัน, การไม่จอดรถติดเครื่องยนต์ทิ้งไว้)
รางวัลสำหรับ “แชมป์ประหยัด”: มอบรางวัลหรือประกาศเกียรติคุณให้กับผู้ที่ทำสถิติประหยัดน้ำมันได้สูงสุดในแต่ละเดือน
การติดตั้ง GPS หรือระบบ Telematics ไม่ควรมีไว้เพื่อจับผิดพนักงาน แต่ควรใช้เพื่อ:
วิเคราะห์เส้นทาง: ช่วยพนักงานวางแผนการเดินทางที่สั้นและรถติดน้อยที่สุด
Feedback แบบ Real-time: แจ้งเตือนเมื่อพนักงานขับรถเร็วเกินกำหนด ซึ่งนอกจากจะเปลืองน้ำมันแล้วยังเสี่ยงต่ออุบัติเหตุ
ในการวางระบบจัดการคน คุณสามารถใช้หลักการ $3P$ ดังนี้:
P – Preparation: การวางแผนเส้นทางและการตรวจเช็คสภาพรถก่อนออกเดินทางเสมอ
P – Precision: การขับขี่ที่แม่นยำ ใช้ความเร็วคงที่ ลดการเร่งแซงโดยไม่จำเป็น
P – Passion: สร้างแรงจูงใจให้พนักงานรู้สึกว่าตนเองเป็น “เจ้าของทรัพยากร” ของบริษัท
สรุป: ในสงครามราคาน้ำมัน ผู้ที่ชนะไม่ใช่ผู้ที่หาน้ำมันได้ถูกที่สุด แต่คือผู้ที่ใช้ “หยดน้ำมัน” ทุกหยดได้อย่างคุ้มค่าที่สุดผ่านพลังของ “คน” ในองค์กร