ในการบริหารธุรกิจโลจิสติกส์และการขนส่งยุค 2026 ทุกๆ บาทของค่าใช้จ่ายคือสิ่งที่คุณต้องคำนวณความคุ้มค่า (ROI) อย่างละเอียด การที่ภาครัฐออกกฎหมายบังคับให้ทุกองค์กรที่มีกองรถบรรทุกหรือรถโดยสารต้องมี TSM (Transport Safety Manager) ประจำบริษัท จึงกลายเป็นโจทย์สำคัญที่ผู้บริหารและฝ่ายจัดซื้อต้องคิดคำนวณว่า “เราควรส่งพนักงานอบรมประเภทไหน? และจะจัดสรรงบประมาณอย่างไรให้เจ็บตัวน้อยที่สุด แต่ได้ประสิทธิภาพสูงสุด?”
การเลือกส่งคนไปอบรม TSM โดยไม่มีการวางแผนล่วงหน้า อาจทำให้บริษัทต้องสูญเสียเงินค่าลงทะเบียนโดยใช่เหตุ หรือเสียโอกาสในการทำงาน (Opportunity Cost) ของพนักงานไปฟรีๆ
บทความนี้เราจะพาไปเปิด “สูตรคำนวณงบประมาณและหลักการเลือก” ระหว่าง TSM ประเภท 1 และประเภท 2 ที่จะช่วยให้เซฟเงินในกระเป๋าขององค์กรคุณได้มากที่สุดครับ
ก่อนจะไปคำนวณความคุ้มค่า เราต้องรู้ก่อนว่า “ต้นทุนแฝง” และต้นทุนตรงของการจัดตั้ง TSM ประกอบด้วยอะไรบ้าง:
ค่าอบรมตรง (Direct Training Cost): ค่าลงทะเบียนเรียนกับสถาบันที่ขนส่งรับรอง (หลักสูตร 18 ชม. หรือหลักสูตรทางลัด จป. 6 ชม.)
ค่าเสียโอกาสทางเวลา (Opportunity Cost): เงินเดือนของพนักงานหารเฉลี่ยเป็นรายชั่วโมง คูณด้วยจำนวนวันที่ต้องหยุดงานไปนั่งเรียนและเดินทางไปสอบ e-Exam
ค่าธรรมเนียมระบบดิจิทัล (Digital Infrastructure): ค่าใช้จ่ายในการเตรียมอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และเวลากระบวนการยืนยันตัวตนด้วย DGA Digital ID
เหมาะสำหรับ: SME, คลังสินค้า, โรงงานผลิตทั่วไปที่มีรถบรรทุก 6 ล้อ/10 ล้อ/รถตู้ทึบ วิ่งส่งของเอง (ขนส่งส่วนบุคคล) มีจำนวนรถไม่เกิน 50 คัน
วิธีบริหารงบ: ให้เลือกพนักงานที่เป็น จป.วิชาชีพ ประจำโรงงานอยู่แล้ว ส่งเข้าอบรม หลักสูตรทางลัด 6 ชั่วโมง (วันเดียวจบ) เพื่อสอบขึ้นทะเบียนเป็น TSM ประเภท 2
ผลลัพธ์ความคุ้มค่า: ประหยัดค่าลงทะเบียนไปได้กว่าครึ่ง พนักงานเสียเวลาทำงานหลักไปเพียงแค่วันเดียว และเนื้อหาข้อสอบประเภท 2 ไม่ยากจนเกินไป อัตราการสอบผ่าน e-Exam ในรอบเดียวสูงถึง 90% ไม่ต้องเสียเวลานัดคิวไปสอบใหม่
เหมาะสำหรับ: บริษัทขนส่งขนาดใหญ่, บริษัทรับจ้างขนส่งทั่วไป (ป้ายเหลือง) หรือผู้ประกอบการที่ขนส่งน้ำมัน แก๊ส สารเคมีอันตราย รวมถึงบริษัทรถบัส
วิธีบริหารงบ: แม้ว่าประเภท 1 จะมีค่าอบรมที่สูงกว่าและต้องเรียนเต็ม 18 ชั่วโมง (3 วัน) แต่ใบอนุญาตประเภท 1 มีสิทธิ์ทางกฎหมายที่ “ครอบคลุมสูงสุด” คุมงานของประเภท 2 ได้ทั้งหมด
ผลลัพธ์ความคุ้มค่า: หากบริษัทมีแผนจะขยายกองรถใหญ่ในอีก 1-2 ปีข้างหน้า หรือเตรียมจะรับงานขนส่งสารเคมีเพิ่ม การลงทุนส่งพนักงานระดับคีย์แมน (Key Man) ไปเรียนและสอบประเภท 1 ตั้งแต่แรก คือการลงทุนระยะยาวที่คุ้มที่สุด เพราะไม่ต้องส่งพนักงานไปอัปเกรดใบอนุญาตซ้ำซ้อนในอนาคต
| มิติต้นทุนและผลตอบแทน | เลือก TSM ประเภท 1 | เลือก TSM ประเภท 2 |
| เวลาที่พนักงานต้องใช้ | 3 วัน (สำหรับบุคคลทั่วไป) / 1 วัน (สำหรับ จป.) | 1-2 วัน (เน้นกระชับรวดเร็ว) |
| ระดับความเสี่ยงที่คุ้มครอง | สูงมาก (สารเคมีรั่วไหล, อุบัติเหตุรถบัส) | ปานกลาง (สินค้าเสียหาย, รถชนทั่วไป) |
| ความยืดหยุ่นทางธุรกิจ | สูงสุด ขยายไปวิ่งงานประเภทไหนก็ได้ในอนาคต | ปานกลาง จำกัดเฉพาะงานสินค้าทั่วไป |
| ความคุ้มค่าในการลงทุน (ROI) | คุ้มค่าระยะยาว ป้องกันค่าปรับและคดีสิ่งแวดล้อม | คุ้มค่าทันที ต้นทุนต่ำ เริ่มต้นระบบเซฟตี้ได้ไว |
ต้นทุนที่แพงที่สุดของการทำ TSM ไม่ใช่ค่าอบรมครับ แต่คือ “การที่พนักงานสอบตก e-Exam แล้วต้องลางานไปต่อคิวสอบซ่อมหลายๆ รอบ” เพราะนั่นหมายถึงค่าแรงที่เสียไปฟรีๆ และใบรับรองที่ออกล่าช้าจนบริษัทอาจโดนเพナルตี้ทางกฎหมาย
ดังนั้น วิธีการประหยัดงบประมาณที่ดีที่สุดคือการเลือกสถาบันอบรมที่มีเครื่องมือดิจิทัลและคลังข้อสอบที่แม่นยำ เพื่อการันตีว่าพนักงานของคุณจะ “สอบผ่านในรอบเดียว” ครับ
วางแผนงบประมาณอย่างชาญฉลาดและคุ้มค่าเงินทุกบาทขององค์กร เลือกจัดอบรม TSM ทั้งประเภท 1 และประเภท 2 กับ ไอดีไดร์ฟ (หน่วยงานฝึกอบรมมาตรฐานที่ได้รับการขึ้นทะเบียนรับรองอย่างเป็นทางการจากกรมการขนส่งทางบก)
เราช่วยองค์กรของคุณบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยแพ็กเกจการอบรมที่คุ้มค่าสำหรับตอบโจทย์องค์กร (Corporate Package) ย่อยเนื้อหา 8 หมวดวิชาหลักให้เข้าใจง่ายที่สุดโดยทีมอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ พร้อมไฮไลท์จุดสำคัญที่ข้อสอบชอบออก และที่สำคัญเรามีระบบ Mock e-Exam (จำลองข้อสอบคอมพิวเตอร์) ให้พนักงานได้ฝึกทำจนมั่นใจ ช่วยล็อกผลลัพธ์ให้สอบผ่านฉลุยในเทคเดียว ไม่ต้องเสียเวลา เสียค่าเดินทางไปสอบซ่อมให้งบบานปลาย