ในการดำเนินธุรกิจขนส่งทางบก ความปลอดภัยไม่ใช่เรื่องของ “ดวง” หรือ “ความระมัดระวังส่วนบุคคล” อีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของ “ระบบการบริหารจัดการเชิงป้องกัน” ซึ่งกรมการขนส่งทางบกได้ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยด้วยการออกกฎหมายบังคับให้ผู้ประกอบการขนส่งต้องแต่งตั้งและขึ้นทะเบียน บุคลากรจัดการด้านความปลอดภัยในการขนส่ง (Transport Safety Manager : TSM)
หากองค์กรของคุณดำเนินธุรกิจขนส่ง และยังสงสัยว่า “บริษัทเราต้องมี TSM ไหม? ถ้าไม่ทำจะโดนอะไร? และทำไมต้องส่งคนไปเรียนหลักสูตรนี้?” บทความนี้มีคำตอบอย่างละเอียดครับ
ตามประกาศกรมการขนส่งทางบก ได้กำหนดกลุ่มเป้าหมายผู้ประกอบการขนส่งทางบก (ตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522) ที่เข้าข่ายบังคับต้องจัดให้มี TSM ประจำองค์กร โดยแบ่งตามประเภทการขนส่งดังนี้:
ผู้ประกอบการขนส่งประจำทาง: รถโดยสารประจำทางทุกหมวด (หมวด 1, 2, 3, 4) ทั้งรถร่วมบริการ ขสมก., บขส., รถสองแถวประจำทาง ฯลฯ
ผู้ประกอบการขนส่งไม่ประจำทาง: รถนำเที่ยว รถบัสรับ-ส่งพนักงาน รถตู้เช่าเหมา
ผู้ประกอบการขนส่งไม่ประจำทาง (รับจ้างขนส่งสินค้า):
บริษัทโลจิสติกส์ รับจ้างขนส่งสินค้าทั่วไป
ผู้ประกอบการขนส่งวัตถุอันตราย (Dangerous Goods – ADR)
ผู้ประกอบการขนส่งส่วนบุคคล (Private Transportation):
ธุรกิจที่มีรถบรรทุกเป็นของตัวเองเพื่อขนส่งสินค้าหรือวัตถุดิบของบริษัท เช่น โรงงานอุตสาหกรรม, คลังสินค้า, ธุรกิจค้าส่ง-ค้าปลีก, บริษัทก่อสร้าง หรือธุรกิจที่ขนส่งสารเคมี/เชื้อเพลิงเพื่อใช้ในกิจการตนเอง
หมายเหตุ: กฎหมายผ่อนผันกรอบระยะเวลาบังคับใช้เป็นเฟสตามขนาดฟลีท (จำนวนรถ) แต่ ตั้งแต่ปี 2568-2569 เป็นต้นไป กรมการขนส่งทางบกได้บังคับใช้ครอบคลุมผู้ประกอบการขนส่งทั้งรายเดิมและรายใหม่ทุกขนาด เพื่อให้ระบบความปลอดภัยครอบคลุมทั้งประเทศ
การละเลยไม่จัดตั้งหรือไม่ขึ้นทะเบียน TSM ตามที่กฎหมายกำหนด ไม่ได้ส่งผลแค่เรื่องใบสั่ง แต่กระทบถึงการดำเนินธุรกิจโดยตรง:
โทษปรับสูงสุด 50,000 บาท: ผู้ประกอบการขนส่งที่ไม่จัดให้มี TSM ตามเกณฑ์ มีความผิดตาม พ.ร.บ. การขนส่งทางบก มีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 50,000 บาทต่อครั้งที่ตรวจพบ
ไม่สามารถต่ออายุใบอนุญาตประกอบการขนส่งได้: กรมการขนส่งทางบกใช้ฐานข้อมูล TSM เป็นหนึ่งในเงื่อนไขการตรวจประเมิน หากไม่มี TSM ที่ผ่านการขึ้นทะเบียนถูกต้อง จะไม่สามารถต่ออายุใบอนุญาตฯ ได้ ซึ่งหมายถึง “ต้องหยุดวิ่งรถอย่างถูกต้องตามกฎหมาย”
เสียโอกาสในการประมูลงาน (B2B / Corporate Contracts): ปัจจุบันบริษัทชั้นนำ โรงงานอุตสาหกรรม และบริษัทข้ามชาติ (Multinational Companies) กำหนดให้ผู้รับเหมาขนส่ง (Subcontractors) ต้องมีระบบ TSM และผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยก่อนเข้าร่วมประมูลงาน
ปัญหาการเคลมประกันภัย: หากเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงแล้วสอบสวนพบว่าองค์กรละเลยการมี TSM ตามกฎหมาย อาจส่งผลต่อการพิจารณาจ่ายค่าสินไหมทดแทนของบริษัทประกันภัย หรือรับภาระความรับผิดชอบทางแพ่งและอาญาที่สูงขึ้น
ถูกจัดอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงสูง (High Risk Group): สถานประกอบการที่ไม่มี TSM จะถูกระบบของกรมขนส่งฯ สุ่มตรวจความพร้อม (Audit) เข้มงวดกว่าปกติ
หลายองค์กรเข้าใจผิดว่า TSM เป็นเพียง “การแขวนชื่อเพื่อให้ผ่านกฎหมาย” แต่ในความเป็นจริง หลักสูตรฝึกอบรม TSM ถูกออกแบบมาเพื่อสร้าง “ผู้บริหารจัดการความปลอดภัยตัวจริง” ภายในองค์กร
ผู้ที่เข้ารับการอบรมหลักสูตร TSM จะได้เรียนรู้ทักษะและการบริหารจัดการความปลอดภัยแบบครบวงจร 5 ด้านหลัก ได้แก่:
การจัดการรถ (Vehicle Management):
วางระบบตรวจเช็กรถก่อนใช้งาน (Daily Inspection Checklists)
บำรุงรักษารถเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance) และการจัดการอุปกรณ์ความปลอดภัย
การจัดการผู้ขับรถ (Driver Management):
ระบบคัดกรองและประเมินสมรรถภาพพนักงานขับรถ
การตรวจความพร้อมประจำวัน (ตรวจระดับแอลกอฮอล์, สารเสพติด, ความพร้อมร่างกาย/พักผ่อน)
การควบคุมชั่วโมงการทำงานเพื่อป้องกันความเหนื่อยล้า (Fatigue Management)
การจัดการการเดินรถ (Operation Management):
การวางแผนเส้นทางและความเสี่ยง (Route Risk Assessment)
การติดตามและควบคุมการขับรถด้วยระบบ GPS Real-time (การใช้ความเร็ว, การขับขี่รุนแรง)
การจัดการการบรรทุกและการโดยสาร (Cargo & Passenger Management):
เทคนิคการกระจายน้ำหนัก การยึดตู้/ยึดตรึงสินค้า (Cargo Securing) ไม่ให้ตกหล่น
มาตรฐานการขนส่งวัตถุอันตราย (ADR) และการรับมือเหตุฉุกเฉิน
การวิเคราะห์และประเมินผล (Safety Evaluation & Reporting):
การเก็บข้อมูล สถิติอุบัติเหตุ และการทำรายงานส่งกรมการขนส่งทางบก (สอ.1 / สอ.2)
การสอบสวนอุบัติเหตุ (Accident Investigation) เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง (Root Cause) และวางแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ
การจัดส่งบุคลากรเข้ารับการอบรม หลักสูตร TSM และแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ มิใช่เพียงการทำตามที่กฎหมายบังคับเพื่อหลีกเลี่ยงโทษปรับ 50,000 บาทเท่านั้น แต่ประโยชน์ที่แท้จริงคือ:
ลดต้นทุนจากอุบัติเหตุ: ลดการสูญเสียชีวิต สินค้าเสียหาย และค่าซ่อมบำรุงรถ
ลดค่าน้ำมันและค่าสึกหรอ: ผ่านการติดตามพฤติกรรมการขับขี่ที่ปลอดภัยและประหยัดพลังงาน
ยกระดับภาพลักษณ์องค์กร: สร้างความน่าเชื่อถือให้กับลูกค้า ช่วยให้ชนะการประมูลงานขนส่งระดับใหญ่
“การป้องกันอุบัติเหตุและปฏิบัติตามกฎหมาย TSM มีราคาที่ต้องจ่าย… แต่การปล่อยให้เกิดอุบัติเหตุหรือโดนสั่งหยุดกิจการ มีราคาที่แพงกว่าเสมอ”