สำหรับผู้บริหาร ฝ่ายบริหารทรัพยากรบุคคล (HR) หรือผู้ดูแลฝ่ายปฏิบัติการในองค์กรที่มีการขนส่งหรือใช้รถใช้ถนน คำถามที่มักจะเกิดขึ้นเสมอเมื่อกรมการขนส่งทางบกออกกฎหมายบังคับใช้เรื่องบุคลากรจัดการด้านความปลอดภัย คือ:
“บริษัทเราก็มี จป.วิชาชีพ (เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับวิชาชีพ) คอยดูแลความปลอดภัยอยู่แล้ว ทำไมต้องแต่งตั้งหรือจัดหา TSM (Transport Safety Manager) เข้ามาเพิ่มอีก? ไม่ใช่ตำแหน่งที่ทำงานซ้ำซ้อนกันหรือ?”
คำตอบแบบตรงไปตรงมาคือ “ทำงานไม่ซ้ำซ้อนกัน และมีขอบเขตความรับผิดชอบคนละมิติโดยสิ้นเชิง”
บทความนี้จะพาไปเจาะลึกความแตกต่าง ข้อกฎหมาย ขอบเขตอำนาจหน้าที่ และเหตุผลว่าทำไมองค์กรที่มีการขนส่งถึงต้องมีทั้ง จป.วิชาชีพ และ TSM ควบคู่กัน
จุดแรกที่ทำให้ตำแหน่งทั้งสองนี้แยกออกจากกันอย่างชัดเจน คือ “กฎหมายแม่บท” ที่บังคับใช้ และ “กระทรวงที่กำกับดูแล”
┌────────────────────────────────────────────────────────────────────────┐
│ ต่างกฎหมาย ต่างกระทรวงกำกับ │
├────────────────────────────────────────────────────────────────────────┤
│ • จป.วิชาชีพ ──► กระทรวงแรงงาน (พรบ. ความปลอดภัย อาชีวอนามัยฯ พ.ศ. 2554) │
│ • TSM ──► กระทรวงคมนาคม (พรบ. การขนส่งทางบก พ.ศ. 2522) │
└────────────────────────────────────────────────────────────────────────┘
จป.วิชาชีพ (Safety Officer – Professional Level): จัดตั้งขึ้นตาม พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 กำกับดูแลโดย กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน เพื่อดูแลความปลอดภัยของลูกจ้างในสถานประกอบการ
TSM (Transport Safety Manager): จัดตั้งขึ้นตาม กฎกระทรวงความปลอดภัยในการขนส่ง พ.ศ. 2564 กำกับดูแลโดย กรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม บังคับให้ผู้ประกอบการขนส่งทางบก (ทั้งขนส่งบรรทุกสินค้า ขนส่งวัตถุอันตราย และขนส่งผู้โดยสาร) ต้องมีบุคลากรจัดการด้านความปลอดภัยในการขนส่งประจำองค์กร
หากมองในเชิงพื้นที่การปฏิบัติงาน (Scope of Operation) ความแตกต่างของสองตำแหน่งนี้จะเห็นได้อย่างชัดเจนที่สุด:
[ ขอบเขตพื้นที่การดูแลความปลอดภัย ]
🏢 สถานประกอบการ / โรงงาน / คลังสินค้า ──► [ จป.วิชาชีพ ดูแล ] (In-Plant Safety)
│
▼ (จุดตัด: รถบรรทุกสินค้าหมุนล้อออกจากประตูโรงงาน)
│
🚚 ถนนหลวง / เส้นทางขนส่งทั่วประเทศ ──► [ TSM ดูแล ] (On-Road Fleet Safety)
จป.วิชาชีพ จะเน้นการจัดการความปลอดภัยเชิงโครงสร้าง สิ่งแวดล้อม และกระบวนการทำงานภายในพื้นที่เฉพาะขององค์กร เช่น:
สภาพแวดล้อมในโรงงาน สายการผลิต คลังสินค้า ความร้อน แสงสว่าง เสียงดัง
ความปลอดภัยเกี่ยวกับเครื่องจักร นั่งร้าน นั่งยก สารเคมีในพื้นที่ผลิต
การซ้อมแผนอัคคีภัย การไล่ตรวจจับ Unsafe Acts / Unsafe Conditions ภายในพื้นที่โรงงาน
โรคจากการทำงาน (Occupational Diseases) สุขภาพตามปัจจัยเสี่ยงของพนักงานในโรงงาน
TSM จะเน้นการจัดการระบบความปลอดภัยสำหรับการเคลื่อนที่ของยานพาหนะและการขนส่งเมื่อออกสู่ถนนสาธารณะ ซึ่งมีความเสี่ยงที่เป็น Dynamic Environment (สภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา) เช่น:
ความพร้อมของตัวรถ ชนิดของรถ ระบบเบรก ยาง อุปกรณ์ฉุกเฉินประจำรถ
ความพร้อมของพนักงานขับรถ ชั่วโมงการขับรถ การพักผ่อน ชั่วโมงการทำงานตามกฎหมายขนส่ง
การวางแผนเส้นทาง ความเสี่ยงทางภูมิศาสตร์ สภาพอากาศ จุดพักรถ (Rest Area)
การจัดวาง การยึดตรึงสินค้า (Cargo Securement) ไม่ให้ตกหล่นบนถนน
การจัดการเมื่อเกิดอุบัติเหตุทางถนน (On-Road Emergency Response)
ขณะที่ จป.วิชาชีพ มีหน้าที่ตามกฎหมายกระทรวงแรงงาน 12 ข้อ (เช่น ตรวจสอบหาสาเหตุการประสบอันตราย ทำคู่มือความปลอดภัย) ทางด้าน TSM ถูกกำหนดภารกิจหลักไว้ 5 ด้าน ซึ่งเป็นเทคนิคเฉพาะทางด้านฟลีทขนส่งโดยเฉพาะ:
การจัดการผู้ขับรถ (Driver Management): ตรวจสอบใบอนุญาตขับรถตรงประเภท ตรวจสุขภาพ ตรวจความเหนื่อยล้า/แอลกอฮอล์/สารเสพติดก่อนออกเดินทาง วางแผนอบรมเทคนิคการขับรถอย่างปลอดภัย (Defensive Driving)
การจัดการยานพาหนะ (Vehicle Management): ควบคุมการตรวจสภาพรถก่อนใช้งาน (Pre-Trip Inspection) วางแผนการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance) ซ่อมบำรุงอุปกรณ์ความปลอดภัยประจำรถ
การจัดการการเดินรถ (Operation Management): วางแผนเส้นทาง การกำหนดความเร็ว ควบคุมชั่วโมงการทำงานและชั่วโมงการพักผ่อนของคนขับไม่ให้เกินที่กฎหมายกำหนด ติดตามรถผ่านระบบ GPS
การจัดการการบรรทุกและการขนส่ง (Loading & Cargo Safety): กำหนดน้ำหนักบรรทุกไม่ให้เกินกฎหมาย กำหนดมาตรฐานการบรรทุกและยึดตรึงสินค้าอย่างปลอดภัย ไม่ให้ร่วงหล่นหรือเอียงพลิกคว่ำ
การวิเคราะห์ ประเมินผล และการวางแผนป้องกันอุบัติเหตุ (Accident Analysis & Planning): วิเคราะห์สถิติอุบัติเหตุทางถนน การสอบสวนเหตุการณ์รถชน/พลิกคว่ำบนทางหลวง และวางมาตรการแก้ไขเชิงรุก
| ประเด็นเปรียบเทียบ | จป.วิชาชีพ (Professional Safety Officer) | TSM (Transport Safety Manager) |
| กฎหมายกำกับ | พ.ร.บ. ความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554 (กระทรวงแรงงาน) | พ.ร.บ. การขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 (กระทรวงคมนาคม) |
| พื้นที่รับผิดชอบ | ภายในรั้วโรงงาน/สถานประกอบการ/คลังสินค้า | บนถนนหลวง/เส้นทางขนส่ง/ยานพาหนะขนส่ง |
| ความเสี่ยงหลักที่ดูแล | เครื่องจักร สารเคมี อัคคีภัย สภาพแวดล้อมทำงาน | อุบัติเหตุทางถนน รถพลิกคว่ำ สินค้าหลุดร่วง คนขับหลับใน |
| เครื่องมือหลัก | JSA, Risk Assessment, PPE, Safety Walk | GPS Tracking, Pre-Trip Checklist, Cargo Securement |
| การจัดการด้านคน | ดูแลสุขภาพจิต สุขภาพตามปัจจัยเสี่ยงพนักงาน | ดูแลชั่วโมงการขับรถ ความเหนื่อยล้า (Fatigue) พฤติกรรมขับขี่ |
| คุณสมบัติผู้ดำรงตำแหน่ง | จบตรงสายจป.วิชาชีพ หรือผ่านการอบรมปรับระดับตามกฎหมาย | ผ่านการอบรมและทดสอบขึ้นทะเบียนเป็น TSM จากกรมการขนส่งทางบก |
ลองจินตนาการถึงโรงงานผลิตสินค้าขนาดใหญ่ที่มีฟลีทรถบรรทุกเป็นของตัวเอง:
ขั้นตอนในคลังสินค้า: พนักงานขับรถยก (Forklift) กำลังยกสินค้าขึ้นท้ายรถบรรทุกในพื้นที่คลังสินค้า จุดนี้คือพื้นที่ของ จป.วิชาชีพ ในการดูแลให้รถยกทำงานปลอดภัย พื้นไม่ลื่น พนักงานสวมใส่ PPE
ขั้นตอนการออกเดินทาง: เมื่อสินค้าขึ้นท้ายรถเรียบร้อย รถบรรทุกกำลังจะหมุนล้อออกจากประตูโรงงาน จุดนี้คือพื้นที่ส่งต่อให้ TSM เข้ามาดูว่า สินค้ายึดตรึงแน่นหนาดีไหม? น้ำหนักเกินไหม? คนขับเป่าแอลกอฮอล์เป็นศูนย์และนอนพอหรือไม่? รถผ่านการตรวจ Pre-Trip หรือยัง? และขับออกไปบนถนนได้อย่างปลอดภัยจนถึงปลายทาง
หากมีเฉพาะ จป.วิชาชีพ ความเชี่ยวชาญอาจครอบคลุมไม่ถึงกฎระเบียบของกรมการขนส่งทางบก การตั้งค่า GPS หรือการรัดตึงสินค้าบนรถเทรลเลอร์ แต่หากมีเฉพาะ TSM ก็จะไม่สามารถดูแลเรื่องมาตรฐานอาชีวอนามัยและโครงสร้างความปลอดภัยภายในโรงงานได้
คำถามที่ว่า “TSM ต่างจาก จป.วิชาชีพ อย่างไร และทำไมต้องมี TSM อีก?” คำตอบสั้นๆ ที่ชัดเจนที่สุดคือ:
“จป.วิชาชีพ คือผู้คุ้มครองชีวิตพนักงานภายในองค์กร ส่วน TSM คือผู้คุ้มครองชีวิตคนขับ สินค้า และผู้ใช้รถใช้ถนนร่วมกันภายนอกองค์กร”
การมีทั้ง จป.วิชาชีพ และ TSM ทำงานร่วมกัน จึงเป็นการปิดช่องโหว่ความเสี่ยงแบบ 360 องศา ตั้งแต่วัตถุดิบเข้าโรงงาน กระบวนการผลิต การจัดเก็บในคลังสินค้า ไปจนถึงการขนส่งสินค้าส่งมอบถึงมือลูกค้าบนถนนหลวงอย่างปลอดภัยสูงสุดนั่นเอง