หนึ่งในประเด็นที่สร้างความตระหนกและข้อสงสัยให้แก่ผู้ประกอบการขนส่งทั่วประเทศไทยในปัจจุบัน คือ “กฎหมาย TSM (Transport Safety Manager) หรือ บุคลากรจัดการด้านความปลอดภัยในการขนส่ง” ที่กรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม ออกมาบังคับใช้
ผู้ประกอบการหลายรายอาจมองว่าตนเองเป็นเพียงองค์กรขนาดกลางหรือขนาดเล็ก มีรถบรรทุกหรือรถโดยสารไม่กี่คัน จึงคิดว่ากฎหมายนี้น่าจะบังคับใช้เฉพาะ “บริษัท logistics ข้ามชาติ” เท่านั้น แต่ในความเป็นจริง กฎหมาย TSM มีแผนการบังคับใช้ครอบคลุมผู้ประกอบการขนส่งแทบทุกขนาด
หากคุณเป็นเจ้าของกิจการ ผู้บริหาร หรือผู้จัดการฝ่าย Logistics บทความนี้จะเจาะลึกคำตอบอย่างละเอียดว่า ฟลีทขนาดไหนเข้าข่าย กฎหมายบังคับใช้กับใครบ้าง และหากละเลยจะมีบทลงโทษร้ายแรงเพียงใด
TSM คือ บุคลากรจัดการด้านความปลอดภัยในการขนส่ง ทำหน้าที่บริหารจัดการ วางแผน ตรวจสอบ และควบคุมดูแลความปลอดภัยของฟลีทขนส่งแบบครบวงจร ตั้งแต่ความพร้อมของคนขับ สภาพรถ การบรรทุก เส้นทาง ไปจนถึงการตอบโต้เหตุฉุกเฉิน
ภาครัฐกำหนดกฎหมายนี้ขึ้นมาผ่าน กฎกระทรวงความปลอดภัยในการขนส่ง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2563 และประกาศกรมการขนส่งทางบก เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางถนนของไทยให้ทัดเทียมสากล และแก้ปัญหาอุบัติเหตุร้ายแรงจากรถขนส่งขนาดใหญ่ที่สร้างความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน
กรมการขนส่งทางบกไม่ได้ดูแค่ “รายได้” ของบริษัท แต่พิจารณาจาก “ประเภทใบอนุญาตประกอบการขนส่ง” และ “จำนวนยานพาหนะที่ครองครอง” โดยแบ่งกรอบการบังคับใช้ออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ดังนี้:
เกณฑ์: บังคับใช้กับผู้ประกอบการที่มีรถขนส่งวัตถุอันตราย ตั้งแต่ 1 คันขึ้นไป (สำหรับรถบรรทุกไม่ประจำทาง) หรือ ตั้งแต่ 6 คันขึ้นไป (สำหรับขนส่งส่วนบุคคล)
เหตุผล: สารเคมี ก๊าซ และเชื้อเพลิง ถือเป็นสารเสี่ยงภัยสูง หากเกิดอุบัติเหตุเพียงครั้งเดียวอาจสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม กฎหมายจึงบังคับใช้เข้มงวดที่สุด
รถโดยสารประจำทาง (หมวด 1, 2, 3, 4): บังคับใช้ ทุกราย โดยไม่จำกัดจำนวนรถ
รถโดยสารไม่ประจำทาง (เช่น รถบัสท่องเที่ยว, รถตู้รับส่งพนักงาน):
ระยะแรกบังคับใช้กับผู้ประกอบการที่มีรถ ตั้งแต่ 51 คันขึ้นไป
ปัจจุบันขยายกรอบครอบคลุมผู้ประกอบการที่มีรถ ตั้งแต่ 11 คันขึ้นไป
ผู้ขอรับใบอนุญาตรายใหม่ (นิติบุคคล) ต้องมี TSM ตั้งแต่คันแรก
ขนส่งไม่ประจำทาง (รับจ้างทั่วไป / 3PL):
ระยะแรกบังคับใช้ที่ 101 คันขึ้นไป
ระยะถัดมาปรับลดเกณฑ์ลงมาที่ ตั้งแต่ 11 คันขึ้นไป
ผู้ขอรับใบอนุญาตรายใหม่ (นิติบุคคล) บังคับใช้ ทุกราย
ขนส่งส่วนบุคคล (ขนสินค้าของตัวเอง เช่น โรงงานที่มีรถวิ่งส่งของเอง):
บังคับใช้กับผู้ประกอบการที่มีรถบรรทุก ตั้งแต่ 11 คันขึ้นไป
ข้อสรุปสำคัญ: ตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นไป แผนบังคับใช้ของกรมการขนส่งทางบกตั้งเป้าครอบคลุม ผู้ประกอบการขนส่งทุกราย ทุกประเภท และทุกขนาดฟลีท (ตั้งแต่ 1 คันขึ้นไป) ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะมีรถบรรทุก/รถโดยสารเพียงไม่กี่คัน กิจการของคุณก็หลีกเลี่ยงกฎหมายนี้ไม่พ้น
กฎหมายไม่ได้บังคับว่ารถ 1 คันต้องมี TSM 1 คน แต่กำหนดสัดส่วนตามความเหมาะสมของการบริหารจัดการ:
อัตราส่วนมาตรฐาน: TSM 1 คน สามารถดูแลรถได้สูงสุดไม่เกินตามที่กรมฯ กำหนด (โดยทั่วไป TSM 1 คนสามารถประจำให้แก่ผู้ประกอบการขนส่งได้ไม่เกิน 5 ราย/ใบอนุญาต หรือดูแลจำนวนรถในฟลีทตามกรอบบริหารความปลอดภัย)
กรณีฟลีทขนาดใหญ่: หากบริษัทมีรถบรรทุกหรือรถโดยสารจำนวนมาก (เช่น เกิน 100-200 คันขึ้นไป) บริษัทจะต้องจัดให้มี TSM เพิ่มเติมตามสัดส่วน เพื่อให้การตรวจความพร้อมประจำวัน (Daily Inspection) และการเฝ้าระวังผ่าน GPS ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การละเลยไม่จัดตั้ง TSM ไม่ใช่เพียงเรื่องความเสี่ยงด้านอุบัติเหตุ แต่มี โทษทางกฎหมายโดยตรง ตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง:
| ระดับความผิด | บทลงโทษทางกฎหมายและผลกระทบทางธุรกิจ |
| 1. โทษปรับทางอาญา/ปรับรับผิด | ผู้ประกอบการขนส่งที่ไม่จัดให้มี TSM มีโทษ ปรับสูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท ต่อการตรวจพบ |
| 2. การต่ออายุใบอนุญาต | กรมการขนส่งทางบกสามารถ ปฏิเสธการต่ออายุใบอนุญาตประกอบการขนส่ง หากตรวจพบว่าไม่มี TSM ขึ้นทะเบียนในระบบ |
| 3. โทษทางปกครอง | หากเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงและพบว่าไม่ได้จัดให้มี TSM ตามกฎหมาย อาจถูก สั่งระงับการใช้รถ หรือสั่งหยุดประกอบการขนส่งชั่วคราว/เพิกถอนใบอนุญาต |
| 4. ความรับผิดชอบเมื่อเกิดอุบัติเหตุ | หากเกิดชนบาดเจ็บ/เสียชีวิต แล้วพบว่าบริษัทละเลยระบบ TSM ผู้บริหารอาจถูกสอบสวนในข้อหา กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย เนื่องจากไม่ได้จัดให้มีระบบควบคุมความปลอดภัยตามที่กฎหมายบังคับ |
หากองค์กรของคุณเข้าข่ายต้องมี TSM ควรดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปนี้ทันที:
สำรวจขนาดฟลีทและประเภทใบอนุญาต: ตรวจสอบว่าบริษัทถือใบอนุญาตประเภทใด (ประจำทาง, ไม่ประจำทาง, ส่วนบุคคล) และมีจำนวนรถในครอบครองกี่คัน
คัดเลือกบุคลากรเข้าอบรม: คัดเลือกพนักงานภายใน (เช่น จป.วิชาชีพ, ผู้จัดการฝ่ายจัดส่ง, หัวหน้าแผนกซ่อมบำรุง) หรือบุคคลภายนอกที่มีคุณสมบัติเหมาะสม
ส่งเข้ารับการอบรมและสอบขึ้นทะเบียน: เข้ารับการอบรมหลักสูตร TSM จากหน่วยงานที่กรมการขนส่งทางบกรับรอง (อบรม 18 ชม. สำหรับบุคคลทั่วไป หรือ 6 ชม. สำหรับ จป.วิชาชีพ/ผู้มีประสบการณ์) และสอบให้ผ่านเกณฑ์ 70%
ขึ้นทะเบียนผ่านระบบออนไลน์: นำหนังสือรับรองไปขึ้นทะเบียนเป็น TSM ผ่านเว็บไซต์ระบบ TSM ของกรมการขนส่งทางบก ([www.tsmthai.com](https://www.tsmthai.com)) เพื่อผูกข้อมูลเข้ากับใบอนุญาตประกอบการของบริษัท
TSM ไม่ใช่เรื่องของ “บริษัทใหญ่” อีกต่อไป แต่เป็นกฎหมายบังคับที่ผู้ประกอบการขนส่งทุกขนาดในประเทศไทยต้องปฏิบัติตาม การจัดตั้ง TSM ไม่เพียงแต่ช่วยให้บริษัทรอดพ้นจากโทษปรับ 50,000 บาทและการถูกพักใช้ใบอนุญาตเท่านั้น แต่ยังเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในการลดอุบัติเหตุ ลดค่าซ่อมบำรุง และยกระดับความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้าในระยะยาว