กฎหมาย "Due Regard" คืออะไร? เปิดไฟวับวาบ-เปิดไซเรน แล้วเกิดอุบัติเหตุ ใครผิด?

กฎหมาย “Due Regard” คืออะไร? เปิดไฟวับวาบ-เปิดไซเรน แล้วเกิดอุบัติเหตุ ใครผิด?

กฎหมาย “Due Regard” คืออะไร? เปิดไฟวับวาบ-เปิดไซเรน แล้วเกิดอุบัติเหตุ ใครผิด?

 

หนึ่งในความเข้าใจผิดร้ายแรงและอันตรายที่สุดของสังคม รวมถึงพนักงานขับรถฉุกเฉินมือใหม่ คือความเชื่อที่ว่า “เมื่อรถพยาบาล รถกู้ชีพ หรือรถดับเพลิง เปิดไฟวับวาบและส่งสัญญาณเสียงไซเรนแล้ว รถคันนั้นจะมีเอกสิทธิ์สิทธิ์ขาดในการขับขี่ หากเกิดอุบัติเหตุขึ้น คนขับรถฉุกเฉินจะได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายพ้นผิด 100%”

แต่ในความเป็นจริงของชั้นศาลและหลักสากลของการปฏิบัติการฉุกเฉิน คำตอบกลับตรงกันข้าม: หากเกิดอุบัติเหตุขึ้น พนักงานขับรถฉุกเฉินมีโอกาสสูงมากที่จะถูกตัดสินว่าเป็น “ฝ่ายผิด” หากละเลยหลักการทางกฎหมายที่เรียกว่า “Due Regard”

1. หัวใจของ “Due Regard” คืออะไร?

คำว่า Due Regard (หรือในบริบทกฎหมายไทยคือ “ความระมัดระวังตามสมควรแก่พฤติการณ์”) คือหลักการทางกฎหมายที่เป็นหัวใจสำคัญที่สุดในหลักสูตรการขับรถฉุกเฉินสากล (EVOC – Emergency Vehicle Operator Course)

คำนิยามของ Due Regard:

คือหน้าที่ของผู้ขับขี่รถฉุกเฉินในการใช้ความระมัดระวังตลอดเวลา ในระดับที่ “คนปกติที่มีสติปัญญา และได้รับการฝึกอบรมมาอย่างดี” จะพึงปฏิบัติในสถานการณ์เดียวกัน เพื่อไม่ให้ชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของผู้อื่นต้องตกอยู่ในความเสี่ยงอันไม่สมควร

กล่าวโดยง่าย กฎหมายให้สิทธิพิเศษแก่รถฉุกเฉินในการ “ฝ่าฝืนกฎจราจรบางข้อเป็นการชั่วคราว” (เช่น ฝ่าไฟแดง, ขับเกินอัตราความเร็วที่กำหนด, ขับสวนเลน หรือข้ามเส้นเหลือง) แต่สิทธินั้นมาพร้อมกับเงื่อนไขบังคับว่าจะต้องปฏิบัติอยู่ภายใต้มาตรฐาน Due Regard เท่านั้น

หากพนักงานขับรถยกเลิกความระมัดระวังเมื่อใด สิทธิพิเศษทางกฎหมายนั้นจะ สิ้นสุดลงทันที

2. เปิดไฟ-เปิดไซเรน แล้วเกิดอุบัติเหตุ ใครผิด?

คำตอบในทางกฎหมายและการพิจารณาคดี: พนักงานขับรถฉุกเฉินมีโอกาสเป็นฝ่ายผิดสูง หากไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวังเพียงพอ (Due Regard)

 

หลายคนสงสัยว่า ในเมื่อกฎหมายจราจรทางบกกำหนดให้รถทั่วไปต้องหยุดหรือหลบให้รถฉุกเฉินที่เปิดสัญญาณไฟและไซเรน แล้วทำไมคนขับรถฉุกเฉินถึงยังผิด?

ศาลและพนักงานสอบสวนจะพิจารณาแยกออกเป็น 2 ส่วน:

  1. หน้าที่ของประชาชน (Duty of Public): ผู้ขับขี่ทั่วไปมีหน้าที่ต้องหลบทางตามกฎหมาย หากไม่หลบอาจมีความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก

  2. หน้าที่ของคนขับรถฉุกเฉิน (Duty of Emergency Operator): พนักงานขับรถฉุกเฉินมีหน้าที่ต้องใช้อำนาจสิทธิพิเศษด้วยความปลอดภัย ไม่ใช่พุ่งเข้าหาอันตรายโดยคิดว่าทุกคนจะหลบให้เสมอ

พฤติกรรมที่ศาลมองว่า “ละเว้น Due Regard” (มีความผิดเต็มๆ)

  • พุ่งผ่านทางแยกไฟแดงโดยไม่ชะลอหยุด: ขับฝ่าไฟแดงด้วยความเร็วสูงโดยไม่แตะเบรกเพื่อมองสแกนทีละเลน

  • สันนิษฐานเอาเอง (Assumption Risk): คิดว่ารถคันอื่นได้ยินเสียงไซเรนและเห็นไฟวับวาบแล้วแน่นอน จึงขับตัดหน้าหรือแซงกระทันหัน

  • ขับเร็วเกินสภาพถนน: ขับรถความเร็วสูงบนถนนเปียกลื่นหรือฝนตกหนัก จนรถเสียหลักไปชนผู้อื่น

  • ขับจี้ท้ายรถคันหน้า: กดดันให้รถคันหน้าหลบในจุดที่ไม่ปลอดภัย เช่น โค้งอันตราย หรือบนสะพานแคบ

3. กฎหมายไทยกับรถฉุกเฉิน

ตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 (มาตรา 75) ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า:

“ผู้ขับขี่รถฉุกเฉินย่อมมีสิทธิขับรถผ่านสัญญาณจราจรหรือเครื่องหมายจราจรใดๆ ที่ให้รถหยุดได้ แต่ต้องลดความเร็วของรถให้ชะลอลงตามสมควร…”

และใน มาตรา 76 ระบุถึงประชาชนที่พบเห็นรถฉุกเฉินว่าต้องหยุดหรือหลบทางให้ แต่ในขณะเดียวกัน ผู้ขับขี่รถฉุกเฉินก็ยังต้องปฏิบัติตามหลักความไม่ประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรคสี่ (การกระทำโดยประมาท)

หากพนักงานขับรถฉุกเฉินฝ่าไฟแดงไปชนรถคันอื่น แม้คู่กรณีจะไม่ได้หลบทางให้ แต่ถ้าพิสูจน์ได้ว่าคนขับรถฉุกเฉินไม่ได้ชะลอรถก่อนเข้าทางแยก คนขับรถฉุกเฉินจะถูกแจ้งข้อหา “ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บหรือถึงแก่ความตาย” และต้องรับผิดชอบทางแพ่งร่วมกับหน่วยงานต้นสังกัดด้วย

4. ปรากฏการณ์ “Visual & Acoustic Illusion” ทำไมคนอื่นถึงไม่เห็นเรา?

หลักสูตร EVOC เน้นย้ำให้พนักงานขับรถเข้าใจว่า สัญญาณไฟและไซเรนไม่ได้สร้างเกราะป้องกันคันศร ด้วยเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ดังนี้:

ปรากฏการณ์สาเหตุที่รถคันอื่นไม่ได้ยิน/ไม่เห็น
Acoustic Tunnelingรถยนต์รุ่นใหม่มีการเก็บเสียงที่ดีมาก ผู้ขับเปิดแอร์ เปิดเพลง หรือคุยโทรศัพท์ เสียงไซเรนจะเล็ดลอดเข้าไปได้ยากมากจนกว่ารถฉุกเฉินจะเข้าใกล้ในระยะ 10–15 เมตร
Blind Spots (จุดอับสายตา)รถพยาบาลตู้สูงมีจุดอับสายตาขนาดใหญ่ และในทางกลับกัน รถเก๋งก็มีเสา A-Pillar บดบังรถฉุกเฉินขณะวิ่งเข้าหาทางแยก
Panic Responseประชาชนทั่วไปเมื่อได้ยินไซเรนกระทันหัน มักเกิดอาการตกใจ (Panic) ทำอะไรไม่ถูก บางคนหยุดรถกะทันหันกลางเลน หรือหักเลี้ยวผิดทิศทาง

5. ถ่ายทอดสู่การปฏิบัติ: “ขับอย่างไรให้ผ่านเกณฑ์ Due Regard”

เพื่อให้การปฏิบัติการฉุกเฉินเป็นไปอย่างปลอดภัยทั้งผู้ป่วย ทีมกู้ชีพ และประชาชน พนักงานขับรถฉุกเฉินต้องยึดหลักปฏิบัติตามมาตรฐาน EVOC ดังนี้:

  1. Rule of Intersection (กฎการผ่านทางแยก):

    เมื่อถึงทางแยกสัญญาณไฟแดง ต้องลดความเร็วลงจนสามารถหยุดรถได้ทันที (Complete/Controlled Stop) มองสแกนทีละเลนจากขวาไปซ้าย แน่ใจว่ารถทุกเลนหยุดนิ่งแล้ว จึงค่อยๆ เคลื่อนตัวผ่านไปทีละเลน

  2. Speed Management (การควบคุมความเร็ว):

    ความเร็วที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย อาจช่วยประหยัดเวลาได้เพียงไม่กี่วินาที แต่เพิ่มระยะเบรกเป็นสองเท่า และลดโอกาสรอดชีวิตเมื่อเกิดอุบัติเหตุอย่างมหาศาล ความเร็วที่เหมาะสมคือความเร็วที่สามารถควบคุมรถได้ทุกสถานการณ์

  3. Change Siren Tones (การเปลี่ยนโทนเสียงไซเรน):

    เปลี่ยนโทนเสียงไซเรนเป็นระยะ โดยเฉพาะเมื่อเข้าใกล้ทางแยกหรือย่านชุมชน เพื่อกระตุ้นสมองของผู้ขับขี่คนอื่นไม่ให้เกิดสภาวะชินชาต่อเสียง (Auditory Habituation)

  4. Eye Contact (การสบตาคู่กรณี):

    ก่อนจะแซงหรือตัดหน้าในระยะกระชั้นชิด พยายามมองสบตาผู้ขับขี่คันอื่นเพื่อให้แน่ใจว่าเขารับรู้การมาของเราแล้วจริงๆ

สรุป

“เปิดไฟวับวาบ-เปิดไซเรน แล้วเกิดอุบัติเหตุ ใครผิด?”

คำตอบคือ ไม่มีใครคุ้มครองพนักงานขับรถฉุกเฉินได้ หากละเลยหลัก Due Regard

สิทธิพิเศษทางกฎหมายที่มอบให้รถฉุกเฉิน ไม่ใช่ “ใบอนุญาตให้ประมาท” แต่เป็น “ความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่” ที่อนุญาตให้ทำได้เพื่อไปช่วยชีวิตคน ดังนั้น การไปถึงที่หมายอย่างปลอดภัย (แม้จะช้ากว่าเดิม 1–2 นาที) ย่อมดีกว่าการกลายเป็นผู้ประสบภัยเสียเองกลางทาง

ศูนย์ฝึกอบรมเทรนนิ่งเซนเตอร์ Training Center (TZ)

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

Line: @tzct
โทร: 094-395-5222
Facebook: TSM Center

เพิ่มเพื่อน