เมื่อพูดถึงตำแหน่ง บุคลากรจัดการด้านความปลอดภัยในการขนส่ง (Transport Safety Manager: TSM) ภาพจำแรกของคนส่วนใหญ่มักจะเป็นภาพพนักงานถือกระดานจดรายการ เดินวนรอบรถ ถือเครื่องวัดความลึกดอกยาง หรือยืนเป่าแอลกอฮอล์คนขับรถก่อนออกจากลานจอด
แต่ในความเป็นจริง “การตรวจเช็กก่อนออกเดินทาง (Pre-trip Inspection)” เป็นเพียงเศษเสี้ยวเดียว ของงานทั้งหมดที่ TSM ต้องรับผิดชอบตามกฎหมายกรมการขนส่งทางบก
หาก TSM ทำหน้าที่เพียงแค่ยืนตรวจรถ ยอดอุบัติเหตุและต้นทุนความเสียหายขององค์กรก็คงไม่ลดลงอย่างยั่งยืน บทความนี้จะพาไปเจาะลึก “ภารกิจ 5 ด้าน” ของ TSM พร้อมเหตุผลว่าทำไมตำแหน่งนี้จึงถือเป็น “ผู้จัดการเชิงยุทธศาสตร์” ไม่ใช่แค่ผู้ตรวจรถหน้างานครับ
การยืนตรวจรถเป็นการแก้ไขปัญหาที่ ปลายเหตุ (Reactive) หากรถเบรกพัง แต่ไม่มีระบบคัดกรองพนักงานขับรถที่มีพฤติกรรมเสี่ยง หรือไม่มีการวางแผนเส้นทางเพื่อหลีกเลี่ยงจุดเสี่ยง อุบัติเหตุร้ายแรงก็ยังมีโอกาสเกิดขึ้นได้เสมอ
งานของ TSM ตามกฎหมายจึงถูกออกแบบให้เป็น ระบบการบริหารจัดการเชิงป้องกัน (Proactive Safety Management) ที่เริ่มตั้งแต่ระดับโครงสร้างการทำงาน การจัดการคน ยานพาหนะ เส้นทาง ไปจนถึงการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อปรับปรุงองค์กรอย่างต่อเนื่อง
กรมการขนส่งทางบกได้กำหนดกรอบความรับผิดชอบของ TSM ไว้ 5 ด้านหลัก เพื่อให้ครอบคลุมทุกมิติของความปลอดภัย ดังนี้:
ไม่ใช่แค่การตรวจรถประจำวัน แต่ครอบคลุมถึงการวางระบบบริหารจัดการยานพาหนะ:
วางแผนซ่อมบำรุงเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance): จัดทำตารางนำรถเข้าเช็กระยะ เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง และเปลี่ยนอะไหล่ตามรอบเวลา
จัดทำระบบ Daily Checklist: ออกแบบแบบฟอร์มตรวจสภาพรถก่อนใช้งาน (Walk-around Check) ให้คนขับรถปฏิบัติจริง
ควบคุมมาตรฐานและอุปกรณ์ความปลอดภัย: ตรวจสอบระบบเบรก ยาง ไฟส่องสว่าง รวมถึงติดตั้งและตรวจสอบระบบ GPS Tracking ให้ทำงานสมบูรณ์ตลอดเวลา
“คน” คือปัจจัยสำคัญที่สุดในการเกิดอุบัติเหตุ TSM จึงต้องกำกับดูแลคนขับตั้งแต่เข้าทำงานจนถึงออกวิ่งรถ:
คัดเลือกและตรวจสอบคุณสมบัติ: ตรวจสอบใบอนุญาตขับรถตรงตามประเภท และเช็กประวัติการขับขี่
ตรวจความพร้อมก่อนปฏิบัติงาน: ตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์และสารเสพติด (ต้องเป็นศูนย์) ตรวจวัดความดันและสังเกตอาการง่วงนอน/อ่อนล้า
จัดทำแผนอบรมความปลอดภัย: จัดอบรมการขับขี่เชิงป้องกันอุบัติเหตุ (Defensive Driving) และการรับมือเหตุฉุกเฉินอย่างสม่ำเสมอ
ควบคุมชั่วโมงการทำงาน: กำกับดูแลไม่ให้คนขับรถทำงานเกินชั่วโมงที่กฎหมายกำหนด เพื่อป้องกันภาวะหลับใน
มุ่งเน้นการวางแผนและควบคุมการเดินทางตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง:
วางแผนเส้นทางความปลอดภัย (Route Risk Assessment): สำรวจจุดเสี่ยง จุดดำ (Black Spots) บนถนน และกำหนดจุดพักรถที่เหมาะสม
ติดตามผ่านระบบ GPS: ติดตามพฤติกรรมการขับขี่ขณะปฏิบัติงานจริง เช่น การใช้ความเร็วเกินกำหนด การขับขี่กระชาก หรือการออกนอกเส้นทาง
สื่อสารแจ้งเตือนสภาพอากาศและจราจร: สื่อสารข้อมูลสภาพอากาศ ฝนตกหนัก หรือสภาพการจราจรติดขัดให้คนขับทราบเพื่อปรับการขับขี่
ป้องกันอุบัติเหตุจากสินค้าตกหล่น หรือรถพลิกคว่ำเนื่องจากน้ำหนักเกิน:
ควบคุมน้ำหนักบรรทุก: กำกับดูแลไม่ให้น้ำหนักบรรทุกเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด
ตรวจสอบการจัดวางและการยึดตรึง (Cargo Securement): ควบคุมการกระจายน้ำหนักสินค้าอย่างสมดุล และใช้อุปกรณ์ยึดตรึง (สายรัด/ผ้าใบ) ที่ได้มาตรฐาน
กรณีรถโดยสาร: ควบคุมดูแลความเรียบร้อยของเข็มขัดนิรภัย ประตูทางออกฉุกเฉิน ค้อนทุบกระจก และถังดับเพลิงให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน
ด้านนี้คือหัวใจสำคัญที่เปลี่ยน TSM จากคนตรวจรถให้กลายเป็น “ผู้บริหารความปลอดภัย”:
จัดเก็บและวิเคราะห์สถิติอุบัติเหตุ: เมื่อเกิดเหตุ ต้องสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริง (Root Cause Analysis) ไม่ใช่แค่การโทษตัวคนขับ
ประเมินผล KPI ความปลอดภัย: ติดตามสถิติการใช้ความเร็ว สถิติการเบรกกระทันหัน และอัตราการเกิดอุบัติเหตุประจำเดือน
ปรับปรุงมาตรการความปลอดภัย: นำข้อมูลที่ได้มาวางแผนแก้ไข รวบรวมทำรายงานเสนอผู้บริหาร เพื่อปรับปรุงกระบวนการทำงานให้ปลอดภัยยิ่งขึ้น
| ประเด็นการทำงาน | ผู้ตรวจสภาพรถทั่วไป (Inspector) | บุคลากร TSM มืออาชีพ (Safety Manager) |
| ขอบเขตงาน | ตรวจเช็กสภาพรถตามรายการ ณ ลานจอด | บริหารจัดการความปลอดภัยครบทั้ง 5 ด้าน |
| ช่วงเวลาทำงาน | ทำเฉพาะช่วงก่อนรถออกเดินทาง (Pre-trip) | ทำต่อเนื่องทั้งก่อนเดินทาง ระหว่างเดินทาง และหลังเดินทาง |
| การจัดการคน | ตรวจเช็กแค่ความพร้อมรายวัน | วางระบบคัดเลือก อบรม ควบคุมชั่วโมงทำงาน และติดตามพฤติกรรม |
| การใช้ข้อมูล | ลงบันทึกเอกสารแล้วเก็บเข้าแฟ้ม | นำข้อมูล GPS/อุบัติเหตุ มาวิเคราะห์หาแนวทางป้องกันเชิงโครงสร้าง |
| เป้าหมายสูงสุด | เพื่อให้รถปล่อยออกจากลานจอดได้ | เพื่อลดอุบัติเหตุเป็นศูนย์ (Zero Accident) และลดต้นทุนองค์กร |
การยกระดับ TSM ให้ปฏิบัติหน้าที่ครบ 5 ด้าน ไม่ใช่เพียงเพื่อการปฏิบัติตามกฎหมายขนส่งทางบกเท่านั้น แต่คือการสร้าง วัฒนธรรมความปลอดภัย (Safety Culture) ให้เกิดขึ้นจริงในองค์กร
เมื่อ TSM วางระบบดูแลคน รถ เส้นทาง การบรรทุก และนำข้อมูลมาวิเคราะห์ปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่ผู้ประกอบการจะได้กลับมาไม่ใช่แค่เอกสารตรวจรถที่สมบูรณ์ แต่คือ ความเสียหายที่ลดลง เบี้ยประกันภัยที่ถูกลง และความน่าเชื่อถือจากลูกค้า ที่เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืนครับ!