"เปิดไฟไซเรนและเปิดเสียงหวอแล้ว มีสิทธิ์ 'ฝ่าไฟแดง' หรือขับเร็วเท่าไหร่ก็ได้ จริงหรือไม่?"

“เปิดไฟไซเรนและเปิดเสียงหวอแล้ว มีสิทธิ์ ‘ฝ่าไฟแดง’ หรือขับเร็วเท่าไหร่ก็ได้ จริงหรือไม่?”

“เปิดไฟไซเรนและเปิดเสียงหวอแล้ว มีสิทธิ์ ‘ฝ่าไฟแดง’ หรือขับเร็วเท่าไหร่ก็ได้ จริงหรือไม่?”

(เจาะลึกข้อกฎหมาย พ.ร.บ.จราจรทางบก และหลักการ Due Regard ในการปฏิบัติงาน EVOC)

ความเข้าใจผิดอันตรายที่สุดที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในหมู่เจ้าหน้าที่กู้ชีพ พนักงานขับรถพยาบาลมือใหม่ หรือแม้กระทั่งประชาชนทั่วไป คือการคิดว่า:

“เมื่อรถบริการการแพทย์ฉุกเฉิน (EMS) หรือรถพยาบาลทำการเปิดสัญญาณไฟวูบวาบ (ไซเรน) และเปิดเสียงสัญญาณไซเรน (เสียงหวอ) แล้ว รถคันนั้นจะได้รับ ‘เอกสิทธิ์เด็ดขาด’ ในการขับฝ่าไฟแดงด้วยความเร็วสูง หรือใช้ความเร็วเท่าไหร่ก็ได้โดยไม่ต้องรับผิดชอบหากเกิดอุบัติเหตุ”

คำตอบทางกฎหมายและมาตรฐานการขับขี่รถฉุกเฉินสากล (EVOC) คือ “ไม่จริงอย่างสิ้นเชิง!”

บทความนี้จะพาไปเจาะลึกข้อเท็จจริงทางกฎหมาย พ.ร.บ.จราจรทางบก หลักการ Due Regard และขั้นตอนปฏิบัติที่ถูกต้องเมื่อต้องขับรถฉุกเฉินผ่านทางร่วมทางแยกครับ

1. ไขข้อข้องใจทางกฎหมาย: พ.ร.บ.จราจรทางบก กำหนดไว้อย่างไร?

ตาม พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 (มาตรา 75) ได้ระบุถึงข้อยกเว้นและเงื่อนไขการปฏิบัติของผู้ขับขี่รถฉุกเฉินไว้อย่างชัดเจน:

┌──────────────────────────────────────────────────────────────────────────┐
│             LEGAL RIGHTS & CONDITIONS FOR EMERGENCY VEHICLES             │
├──────────────────────────────────────────────────────────────────────────┤
│ 🚨 ข้อยกเว้นสิทธิ์ (Privileges):                                         │
│    - สามารถใช้ความเร็วเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดได้                          │
│    - สามารถขับรถผ่านสัญญาณจราจรสีแดง หรือป้ายหยุดได้                      │
│    - สามารถขับรถสวนทาง หรือเลี้ยวในจุดห้ามเลี้ยวได้                      │
│                                                                          │
│ ⚠️ เงื่อนไขบังคับตามกฎหมาย (Mandatory Conditions):                         │
│    1. ต้องเปิดสัญญาณไฟวูบวาบ และเสียงสัญญาณไซเรน "พร้อมกัน"               │
│    2. ต้องปฏิบัติด้วย "ความระมัดระวังอันสมควรแก่เหตุ" (Due Regard)        │
└──────────────────────────────────────────────────────────────────────────┘

กฎหมายไม่ได้ให้ “อำนาจเด็ดขาด” แต่ให้ “ข้อยกเว้นภายใต้เงื่อนไขความปลอดภัย” เท่านั้น หากผู้ขับขี่ใช้ข้อยกเว้นโดยปราศจากความระมัดระวังจนเกิดอุบัติเหตุ กฎหมายถือว่าผู้ขับขี่ “ละเว้นเงื่อนไข” และต้องรับผิดชอบทางอาญาและแพ่งเต็มจำนวน

2. หลักการ Due Regard (ความระมัดระวังอันสมควรแก่เหตุ) คืออะไร?

ในหลักสูตร EVOC (Emergency Vehicle Operator Course) คำว่า Due Regard คือหัวใจสำคัญที่สุดในการปกป้องชีวิตผู้ปฏิบัติงานและกู้สิทธิ์ทางกฎหมาย

Due Regard หมายถึง “การขับขี่โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่นบนท้องถนนเสมอ โดยไม่สร้างความเสี่ยงที่วิญญูชน (คนทั่วไป) มองว่าอาจนำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง”

ตัวอย่างการขับขี่ที่ “ขัดต่อหลัก Due Regard” (ผิดกฎหมายเต็มๆ):

  • ขับพุ่งฝ่าทางร่วมทางแยกสัญญาณไฟแดงด้วยความเร็ว $80 – 100$ กม./ชม. โดยไม่ชะลอรถ

  • แซงรถคันหน้าในจุดอับสายตา หรือช่วงโค้งหักศอกโดยไม่เห็นทางข้างหน้า

  • ขับสวนเลนบนทางสะดวกด้วยความเร็วสูงในขณะที่มืดและไม่มีไฟส่องสว่างเพียงพอ

หากเกิดอุบัติเหตุขึ้น ศาลจะพิจารณาว่า “คนขับรถฉุกเฉินได้ปฏิบัติด้วยความระมัดระวังเพียงพอแล้วหรือยัง?” หากพบว่าพุ่งฝ่าไฟแดงโดยไม่ชะลอ ศาลจะตัดสินให้เป็น “การกระทำโดยประมาทร้ายแรง” ทันที

3. สัญญาณไฟ-เสียงหวอ คือ “การขอทาง” ไม่ใช่ “คำสั่งให้ทาง”

อีกหนึ่งจุดอับสายตาที่ผู้ขับขี่มักลืมไปคือ “เพื่อนร่วมทางอาจไม่ได้ยินหรือมองไม่เห็นรถฉุกเฉินของคุณเสมอไป”

[ รถฉุกเฉินเปิดไซเรน ] ──► [ รถยนต์ส่วนบุคคลคันหน้า ]
                                     │
          ┌──────────────────────────┼──────────────────────────┐
          ▼                          ▼                          ▼
 [ เปิดเพลงในรถเสียงดัง ]   [ เปิดแอร์เย็นฉ่ำ ปิดกระจกมิด ]   [ เป็นผู้สูงอายุ/ผู้พิการทางหู ]
          │                          │                          │
          └──────────────────────────┼──────────────────────────┘
                                     ▼
                  [ ไม่ได้ยินเสียงหวอ / ไม่เห็นไฟไซเรน ]

การเหยียบคันเร่งพุ่งออกไปโดยคิดว่าทุกคนต้องหลบให้ คือการเสี่ยงดวงที่นำไปสู่โศกนาฏกรรม คนขับรถฉุกเฉินต้องจำไว้เสมอว่า “เสียงหวอและไฟไซเรนเป็นเพียงการส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ ไม่ใช่กำแพงเวทมนตร์ที่ป้องกันไม่ให้รถคันอื่นขับมาชนเรา”

4. กฎทอง 4 ขั้นตอนในการผ่านทางแยกไฟแดง (The 4-Step Intersection Protocol)

เพื่อความปลอดภัยสูงสุดและสอดคล้องกับมาตรฐาน EVOC การนำรถฉุกเฉินผ่านทางร่วมทางแยกที่เป็นสัญญาณไฟแดง ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนต่อไปนี้อย่างเคร่งครัด:

11. ชะลอความเร็วรถลง (Slow Down / Prepare to Stop):ถอนคันเร่งและเตรียมแตะเบรกก่อนถึงแยก 50-100 เมตร

เปิดสัญญาณไฟและเปลี่ยนเสียงสัญญาณไซเรน (เช่น จาก Yelp เป็น Wail หรือใช้อัดเสียงแตรลม) เพื่อกระตุ้นการรับรู้ของรถในทางแยก

22. หยุดนิ่งหรือชะลอจนเกือบหยุด (Full Stop / Eye-Contact Check):จุดหยุดนิ่งหรือความเร็วเดินเบา

ก่อนเคลื่อนตัวเข้าสู่ใจกลางทางแยก ต้องหยุดหรือชะลอรถจนมั่นใจว่า สามารถหยุดรถได้ทันทีหากมีรถทางตรงพุ่งเข้ามา

33. กวาดสายตามองซ้าย-ขวาแบบ Lane-by-Lane Scan:สแกนพื้นที่ทีละช่องทาง

มองสแกนจากเลนที่ใกล้ที่สุดไปเลนถัดไป “ทีละเลน” เพื่อเช็กว่ารถทางตรงในแต่ละเลนเห็นรถเราและจอดนิ่งให้แล้วจริง

44. ค่อยๆ เคลื่อนตัวผ่านทางแยก (Proceed with Caution):เคลื่อนตัวผ่านอย่างนุ่มนวล

เมื่อแน่ใจว่าปลอดภัยทุกช่องทางแล้ว ให้เหยียบคันเร่งผ่านทางแยกไปอย่างเป็นจังหวะ ไม่กระชากคันเร่ง และพร้อมเบรกเสมอจนกว่าจะพ้นเขตทางแยก

สรุป

การขับรถฉุกเฉินหรือรถพยาบาลฉุกเฉิน “ไม่ได้มีสิทธิ์ฝ่าไฟแดงหรือขับเร็วเท่าไหร่ก็ได้ตามใจชอบ”

ข้อยกเว้นทางกฎหมายถูกออกแบบมาเพื่อ “ช่วยเซฟเวลาชีวิตผู้ป่วย” บนพื้นฐานของ “ความปลอดภัยของทุกคนบนท้องถนน”

ท่องจำกฎเหล็ก EVOC ไว้เสมอ:

“หากเราไปไม่ถึงจุดหมายเพราะเกิดอุบัติเหตุกลางทางแยก เท่ากับเราไม่ได้ช่วยชีวิตใครเลย แต่กลับเป็นการเพิ่มผู้เสียชีวิต และทำลายโอกาสรอดของผู้ป่วยรายแรกไปโดยสิ้นเชิง”

ศูนย์ฝึกอบรมเทรนนิ่งเซนเตอร์ Training Center (TZ)

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

Line: @tzct
โทร: 094-395-5222
Facebook: TSM Center

เพิ่มเพื่อน