การขับขี่ในเวลากลางคืนและภายใต้สภาพอากาศที่เลวร้าย (เช่น ฝนตกหนัก, หมอกหนา) ถือเป็นสภาวะที่อันตรายที่สุดบนท้องถนน เนื่องจาก ทัศนวิสัยที่จำกัด และ ระยะเบรกที่เพิ่มขึ้น หลักสูตร DDC (Defensive Driving Course) จึงเน้นย้ำถึงเทคนิคเฉพาะทางที่ผู้ขับขี่เชิงป้องกันต้องนำมาใช้อย่างเคร่งครัด เพื่อให้การปฏิบัติงานและการเดินทางเป็นไปอย่างปลอดภัย
เวลากลางคืนทำให้การรับรู้เชิงลึกและการระบุวัตถุต่าง ๆ ทำได้ยากขึ้นมาก:
ชะลอความเร็ว: กฎทองคือ “ขับช้ากว่าปกติ” เนื่องจากระยะการมองเห็นของผู้ขับขี่ถูกจำกัดด้วยแสงไฟหน้ารถ ทำให้ระยะตอบสนอง (Reaction Distance) สั้นลง
การใช้ไฟอย่างเหมาะสม: ใช้ไฟต่ำเมื่อมีรถสวนมาหรือขับตามรถคันอื่นเพื่อไม่ให้แสงแยงตาผู้ขับขี่คนอื่น และใช้ไฟสูงเมื่อถนนมืดและไม่มีรถสวนมาเพื่อเพิ่มการสแกนระยะไกล
หลีกเลี่ยงการสบแสง: เมื่อมีรถสวนมาพร้อมกับไฟสูง ให้พยายาม ละสายตาไปที่ขอบถนนด้านขวา ชั่วขณะ เพื่อหลีกเลี่ยงการตาบอดชั่วคราว (Night Blindness)
ฝนตกหนักและถนนเปียกเป็นสาเหตุหลักของการสูญเสียการควบคุมรถ :
ลดความเร็วและเพิ่มระยะปลอดภัย: ทันทีที่ฝนเริ่มตก ผู้ขับขี่ DDC ต้อง ลดความเร็วลงอย่างมาก และ เพิ่มระยะห่างจากรถคันหน้าเป็น 4-5 วินาที เพื่อเผื่อระยะเบรกที่ยาวขึ้น
การป้องกัน Hydroplaning: เมื่อถนนมีน้ำขัง ห้ามใช้เบรกกะทันหัน แต่ให้ ถอนคันเร่งเบา ๆ และ จับพวงมาลัยให้มั่นคง เพื่อให้รถกลับมาสัมผัสกับพื้นผิวถนนอีกครั้ง
ทัศนวิสัยภายนอก: ตรวจสอบให้แน่ใจว่าใบปัดน้ำฝนทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และระบบไล่ฝ้า/ไล่ไอน้ำทำงานเพื่อรักษาความใสของกระจก
หมอกหนาเป็นอันตรายอย่างยิ่งเพราะลดทัศนวิสัยเหลือศูนย์ในบางครั้ง:
ใช้ไฟต่ำ/ไฟตัดหมอก: ห้ามใช้ไฟสูง ในสภาพหมอกหนา เพราะแสงจะสะท้อนกลับเข้าหาผู้ขับขี่เอง ทำให้มองเห็นได้แย่ลง ควรใช้ไฟต่ำหรือไฟตัดหมอก (Fog Lights) เท่านั้น
สังเกตเครื่องหมายบนพื้นถนน: มุ่งความสนใจไปที่ เส้นแบ่งช่องทางจราจร และขอบถนน เพื่อช่วยนำทางและรักษารถให้อยู่ในช่องทางที่ถูกต้อง
ห้ามจอดบนไหล่ทาง: หากทัศนวิสัยแย่จนไม่สามารถขับต่อได้ ควรหาที่จอดรถที่ปลอดภัย ห้ามจอดบนไหล่ทาง เพราะอาจถูกชนจากรถที่มองไม่เห็นได้
การนำเทคนิค DDC เหล่านี้มาใช้อย่างมีวินัยจะช่วยลดความเสี่ยงจากการขับขี่ในสภาวะที่ท้าทายที่สุด และสร้างความปลอดภัยให้แก่ผู้ขับขี่และผู้ใช้ถนนทุกคน