เทศกาลสงกรานต์คือช่วงเวลาที่คนไทยเดินทางมากที่สุดในรอบปี แต่สำหรับปี 2569 นี้ “วิกฤตค่าน้ำมัน” ได้กลายเป็นปัจจัยหลักที่เข้ามาแทรกแซงแผนการกลับภูมิลำเนาและการท่องเที่ยวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อราคาน้ำมันดีเซลและเบนซินขยับตัวสูงขึ้นทำสถิติใหม่ ส่งผลให้เม็ดเงินในกระเป๋าของนักท่องเที่ยวถูกจัดสรรใหม่เพื่อจ่ายค่าน้ำมันเป็นอันดับแรก
ผลกระทบที่เห็นชัดที่สุดคือการปรับเปลี่ยนรูปแบบการเดินทาง:
Short-haul Tourism: นักท่องเที่ยวเลือกจุดหมายปลายทางที่ใกล้บ้านมากขึ้น (รัศมีไม่เกิน 200 กม.) เพื่อคุมงบประมาณค่าน้ำมัน ทำให้จังหวัดปริมณฑลได้รับอานิสงส์ แต่จังหวัดไกลๆ อาจมียอดจองที่พักลดลง
Carpooling (ทางเดียวกันไปด้วยกัน): เราจะเห็นภาพการรวมกลุ่มเพื่อนหรือญาติเพื่อแชร์รถคันเดียวกันมากขึ้น แทนการแยกกันขับรถส่วนตัวหลายคัน เพื่อหารค่าน้ำมันที่พุ่งสูงถึงหลักหลายพันบาทต่อทริป
เมื่อรถส่วนตัวสู้ราคาน้ำมันไม่ไหว ภาระจึงตกมาอยู่ที่รถโดยสารสาธารณะ:
ยอดจองเต็มล่วงหน้า: ตั๋วรถทัวร์ บขส. และรถไฟ ถูกจับจองเต็มเร็วกว่าปีก่อนๆ เพราะเป็นทางเลือกที่ประหยัดกว่าการขับรถเอง
ค่าตั๋วปรับตัว: แม้รัฐจะพยายามตรึงราคา แต่ด้วยต้นทุนน้ำมันดีเซล 50 บาท ทำให้ผู้ประกอบการรถร่วมบางส่วนจำเป็นต้องปรับราคาค่าธรรมเนียมน้ำมัน (Surcharge) เพิ่มขึ้น 10-15% เพื่อความอยู่รอด
ต้นทุนการดำเนินงานสูงขึ้น: ไม่ใช่แค่การเดินทาง แต่โรงแรมและร้านอาหารก็ได้รับผลกระทบจากค่าขนส่งวัตถุดิบที่แพงขึ้น ทำให้ราคาอาหารและบริการในช่วงเทศกาลอาจปรับตัวสูงขึ้นตาม
โปรโมชั่นดึงดูดใจ: เราจะเห็นโรงแรมหลายแห่งงัดกลยุทธ์ “ช่วยค่าน้ำมัน” เช่น พัก 2 คืน รับบัตรเติมน้ำมันฟรี เพื่อกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจเดินทางมาพัก
| หัวข้อผลกระทบ | สถานการณ์ปีที่ผ่านมา | สถานการณ์สงกรานต์ 69 |
| ค่าน้ำมันเฉลี่ย/ทริป | 2,500 – 3,000 บาท | 4,500 – 5,500 บาท |
| พาหนะยอดนิยม | รถยนต์ส่วนตัว | รถสาธารณะ / แชร์รถ (Carpool) |
| ระยะทางท่องเที่ยว | ข้ามภาค / ท่องเที่ยวระยะไกล | เน้นเที่ยวจังหวัดใกล้เคียง (Staycation) |
| งบประมาณช้อปปิ้ง | จ่ายได้เต็มที่ | ลดลง เพื่อนำไปจ่ายค่าน้ำมันแทน |
วิกฤตน้ำมันแพงในปี 2569 นี้ กำลังสอนให้คนไทยรู้จักการบริหารจัดการการเดินทางอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น การวางแผนเส้นทางดิจิทัลและการเลือกใช้รถสาธารณะ จะกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ (New Normal) ของการท่องเที่ยวในยุคที่พลังงานคือของหายากครับ