ในโลกของการขนส่งโลจิสติกส์ อุบัติเหตุเป็นสิ่งที่เราไม่อยากให้เกิดขึ้นมากที่สุด แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นแล้ว บุคคลที่ต้องแบกรับแรงกดดันและมีความรับผิดชอบทางกฎหมายในการควบคุมสถานการณ์ก็คือ TSM (Transport Safety Manager) หรือผู้จัดการความปลอดภัยในการขนส่ง
เมื่อเกิด “อุบัติเหตุใหญ่” เช่น รถพลิกคว่ำชนวินาศสันตะโร หรือเกิดการบาดเจ็บเสียชีวิต
หน้าที่ตามกฎหมายขนส่งและมาตรการในการรับมือของ TSM ประเภท 1 และ TSM ประเภท 2 จะมีความเข้มข้นและกระบวนการจัดการที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ตามระดับความเสี่ยงของประเภทใบอนุญาตที่ตนเองถือครองอยู่ มาเจาะลึกกันว่าเมื่อเสียงไซเรนดังขึ้น TSM แต่ละประเภทต้องทำอย่างไรบ้างครับ
เนื่องจาก TSM ประเภท 1 รับผิดชอบกองรถที่มีความเสี่ยงสูง เช่น รถบัสโดยสารสาธารณะ หรือรถบรรทุกวัตถุอันตราย (สารเคมี/น้ำมัน/ก๊าซ) เมื่อเกิดอุบัติเหตุใหญ่ ผลกระทบจึงไม่ได้อยู่แค่ตัวรถ แต่ส่งผลถึงชีวิตคนหมู่มากและสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง
ภารกิจดับไฟลนก้น (Immediate Response): หากเป็นกรณีรถวัตถุอันตรายรั่วไหลหรือเพลิงไหม้ TSM ประเภท 1 ต้องงัดแผน ERP (Emergency Response Plan) ออกมาใช้ทันที ต้องสั่งการให้คนขับกั้นพื้นที่อันตรายตามรัศมีกฎหมายสารเคมี ประสานงานกับศูนย์บรรเทาสาธารณภัย และทีมกู้ภัยสารเคมีเฉพาะทางเพื่อสกัดกั้นไม่ให้สารพิษไหลลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ
กรอบเวลากฎหมายบีบคั้น: มีหน้าที่ต้องรายงานอุบัติเหตุร้ายแรงเข้าสู่ระบบสารสนเทศของกรมการขนส่งทางบก ภายใน 24 ชั่วโมง นับแต่เกิดเหตุ และต้องลงพื้นที่ร่วมสอบสวนหาสาเหตุเชิงลึกร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อทำรายงานมาตรการแก้ไขป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ
สำหรับ TSM ประเภท 2 ซึ่งดูแลกองรถบรรทุกสินค้าทั่วไปหรือรถขนส่งส่วนบุคคลของโรงงาน แม้อุบัติเหตุใหญ่จะสร้างความเสียหายหนัก แต่หน้างานมักจะจำกัดวงกว้างอยู่ในแง่ของทรัพย์สินและตัวสินค้า ไม่ได้เกี่ยวพันกับสารเคมีร้ายแรง
ภารกิจกู้คืนสถานการณ์ (Operation Recovery): เมื่อเกิดเหตุ รถคว่ำตู้สินค้าเทกระจาด สิ่งที่ TSM ประเภท 2 ต้องรับมือคือ การรีบประสานงานรถยก รถเครน เพื่อเคลียร์เปิดเส้นทางจราจร ประสานงานบริษัทประกันภัยเพื่อสำรวจความเสียหาย และที่สำคัญคือ การจัดหารถสำรองมารับช่วงเปลี่ยนถ่ายสินค้า (Cargo Transfer) เพื่อไม่ให้กระบวนการส่งสินค้าของลูกค้าต้องหยุดชะงัก (Supply Chain Interruption)
การดำเนินการทางกฎหมาย: เน้นการบันทึกข้อมูลหลักฐาน ภาพถ่ายพิกัด GPS ประวัติการตรวจสภาพรถก่อนออกเดินทาง (Checklist) และรายงานอุบัติเหตุตามขั้นตอนมาตรฐานของกรมการขนส่งทางบก เพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันความบริสุทธิ์ว่าฝั่งผู้ประกอบการได้ทำตามมาตรฐาน TSM ครบถ้วนแล้ว
TSM สั่งการให้คนขับตั้งสติ ดับเครื่องยนต์ เปิดไฟฉุกเฉิน วางป้ายเตือน และประเมินผู้บาดเจ็บ หากเป็น ประเภท 1 (วัตถุอันตราย) ต้องรีบเช็ครหัสสารเคมีเพื่อแจ้งกู้ภัยให้เตรียมอุปกรณ์มาถูกประเภท
โทรแจ้งสายด่วนกู้ชีพ 1669, เจ้าหน้าที่ตำรวจ และแจ้งศูนย์ควบคุมระบบ GPS ของบริษัทเพื่อล็อกพิกัดและดึงประวัติความเร็ว (Speed Profile) ของรถขณะเกิดเหตุเก็บไว้เป็นหลักฐาน
TSM ล็อกอินระบบ tsm.dlt.go.th ด้วย Digital ID เพื่อกรอกแบบฟอร์มรายงานอุบัติเหตุร้ายแรงต่อกรมการขนส่งทางบกตามข้อบังคับทางกฎหมาย
TSM เรียกดูข้อมูลจากกล้องหน้ารถ (Dashcam) หรือระบบ AI พฤติกรรมคนขับ เพื่อสรุปสาเหตุแท้จริง (Root Cause) และนำไปปรับปรุงแผนบริหารความเสี่ยงของกองรถต่อไป
ไม่ว่าคุณจะเป็น TSM ประเภท 1 หรือประเภท 2 สิ่งสำคัญที่สุดเมื่อเกิดอุบัติเหตุใหญ่คือ “การบริหารจัดการด้วยสติและหลักฐาน” การทำงานบนระบบดิจิทัลและจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบจะช่วยคุ้มครองตัว TSM และองค์กรในแง่ของความรับผิดชอบทางกฎหมาย ยืนยันได้ว่าเรามีระบบ Predictive Maintenance และควบคุมคนขับอย่างเข้มงวดแล้ว ซึ่งจะช่วยบรรเทาหนักให้เป็นเบาได้อย่างมหาศาลครับ
เพราะในสถานการณ์จริงไม่มีเวลาให้เปิดตำราอ่าน! มาร่วมฝึกฝนทักษะการบริหารจัดการเหตุฉุกเฉินและการรายงานอุบัติเหตุตามกฎหมายไปกับ ไอดีไดร์ฟ (หน่วยงานฝึกอบรมมาตรฐานที่ขึ้นทะเบียนรับรองอย่างเป็นทางการจากกรมการขนส่งทางบก)
เราเปิดหลักสูตรอบรม TSM ทั้งประเภท 1 และประเภท 2 ที่เน้นสอน “ภาคปฏิบัติและการเผชิญเหตุจริง” เจาะลึกข้อกฎหมายความรับผิดชอบเมื่อเกิดอุบัติเหตุ เทคนิคการเก็บหลักฐานจากระบบ GPS/Telematics เพื่อสู้คดี และแนวข้อสอบ e-Exam หมวดการจัดการเหตุฉุกเฉินและสืบสวนอุบัติเหตุที่แสนซับซ้อน เพื่อให้คุณมีความพร้อมขั้นสูงสุด สอบผ่านได้ใบรับรองในเทคเดียว และเป็น TSM ที่ปกป้ององค์กรได้อย่างแท้จริง