สรุปสาระสำคัญของประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2568 เกี่ยวกับรถยก

สรุปสาระสำคัญของประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2568 เกี่ยวกับรถยก

สรุปสาระสำคัญของประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2568 เกี่ยวกับรถยก

ที่มาและอำนาจตามกฎหมาย
ประกาศฉบับนี้ออกตามความในข้อ 40 ของกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร ปั้นจั่น และหม้อน้ำ พ.ศ. 2564 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบังคับให้นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างที่ทำหน้าที่ขับรถยกผ่านการฝึกอบรมอย่างเป็นระบบจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ
รายละเอียดประเภทรถยก 11 ประเภท (ที่ใช้ไฟฟ้าหรือเครื่องยนต์)
นายจ้างต้องจัดอบรมหลักสูตรเฉพาะตามประเภทของรถยกที่ใช้งานจริงในสถานประกอบการ ซึ่งระบุไว้ทั้งหมด 11 ประเภท ได้แก่:
  1. Warehouse Forklift (รถยกใช้ในคลังสินค้า)
  2. Side Loader (รถยกด้านข้าง)
  3. Counter Balance Forklift (รถยกแบบถ่วงน้ำหนักหลัง)
  4. Telehandler (รถยกแขนยืดได้)
  5. Industrial Forklift (รถยกอุตสาหกรรม)
  6. Rough Terrain Forklift (รถยกสำหรับพื้นที่ขรุขระ)
  7. Walky Stacker (รถยกแบบเดินตาม)
  8. Order Picker (รถยกสำหรับหยิบสินค้า)
  9. Reach Truck (รถยกแบบงายืดได้)
  10. Reach Stacker (รถยกตู้คอนเทนเนอร์)
  11. รถยกประเภทอื่นๆ

หมายเหตุพิเศษ: สำหรับรถยกที่ ใช้แรงคนในการเคลื่อนย้าย หรือ ไม่มีต้นกำลังในตัว นายจ้างก็ยังคงมีหน้าที่ต้องให้ลูกจ้างรับการอบรมตามขั้นตอนการปฏิบัติงานเพื่อความปลอดภัย และคู่มือการใช้งานที่ผู้ผลิตกำหนดอย่างเคร่งครัด

ขั้นตอนการดำเนินการของนายจ้าง
ในการจัดฝึกอบรม นายจ้างหรือนิติบุคคลที่ได้รับใบอนุญาตตามมาตรา 11 ต้องปฏิบัติดังนี้:
  1. การแจ้งพนักงานตรวจความปลอดภัย: ต้องแจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วันก่อนเริ่มอบรม โดยแจ้งต่อสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ หรือสำนักงานจังหวัดที่สถานประกอบการตั้งอยู่
  2. ข้อมูลที่ต้องแจ้ง: ประกอบด้วยกำหนดการ, สถานที่, หลักสูตร, รายชื่อลูกจ้าง, และรายชื่อพร้อมคุณสมบัติของวิทยากร
  3. ช่องทางการแจ้ง: สามารถแจ้งได้ด้วยตนเอง, ไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ หรือทางอิเล็กทรอนิกส์ หากมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลภายหลัง ต้องแจ้งก่อนวันดำเนินการฝึกอบรม
ข้อกำหนดระหว่างการฝึกอบรม
  • เวลาเรียน: ผู้เข้าอบรมต้องเข้าเรียนเต็มเวลาตลอดหลักสูตรที่กำหนด
  • ความพร้อมของอุปกรณ์: ผู้จัดอบรมต้องเตรียมเอกสารประกอบ, วัสดุอุปกรณ์, เครื่องมือ และที่สำคัญที่สุดคือ ต้องมีรถยกจริง ที่ใช้ในการอบรมตามหลักสูตรนั้นๆ
เกณฑ์การวัดผลและใบวุฒิบัตร
  • การประเมิน: ต้องมีการทดสอบทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ โดยผู้ผ่านการอบรมต้องได้คะแนนไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 และต้องแสดงให้เห็นว่าสามารถใช้งานรถยกได้อย่างถูกต้องและปลอดภัยในภาคปฏิบัติ
  • รายละเอียดในใบวุฒิบัตร: เมื่อสอบผ่าน นายจ้างหรือหน่วยงานฝึกอบรมต้องออกวุฒิบัตรที่ระบุรายละเอียดสำคัญ ได้แก่,:
    • ชื่อหน่วยงานที่ออกหลักฐาน (ระบุว่าจัดโดยนายจ้างหรือนิติบุคคลที่ได้รับใบอนุญาตเลขที่เท่าใด)
    • ชื่อ-นามสกุล ของผู้ผ่านการอบรม
    • ชื่อหลักสูตรและประเภทของรถยกที่ผ่านการอบรมอย่างชัดเจน
    • สถานที่ วัน เดือน และปี ที่ฝึกอบรม
    • ลงนามโดยนายจ้างหรือผู้มีอำนาจของนิติบุคคลนั้นๆ
ประกาศนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เพื่อยกระดับความปลอดภัยในการทำงานกับรถยกในทุกสถานประกอบการครับ

ศูนย์ฝึกอบรมเทรนนิ่งเซนเตอร์ Training Center (TZ)

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

Line: @tzct
โทร: 094-395-5222
Facebook: TSM Center

เพิ่มเพื่อน