"TSM กับ ISO 39001 ต่างกันอย่างไร? ทำไมองค์กรต้องทำทั้งคู่ หรือเลือกทำแค่อย่างเดียวพอ?"

“TSM กับ ISO 39001 ต่างกันอย่างไร? ทำไมองค์กรต้องทำทั้งคู่ หรือเลือกทำแค่อย่างเดียวพอ?”

“TSM กับ ISO 39001 ต่างกันอย่างไร? ทำไมองค์กรต้องทำทั้งคู่ หรือเลือกทำแค่อย่างเดียวพอ?”

ในยุคที่การบริหารจัดการยุทธศาสตร์การขนส่งและความปลอดภัยบนท้องถนน (Road Traffic Safety) กลายเป็นวาระสำคัญของภาคธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ไทย คำถามที่สร้างความสับสนให้กับผู้บริหาร ฝ่ายความปลอดภัย (EHS) และฝ่ายบริหารทรัพยากรบุคคล (HR) มากที่สุดคำถามหนึ่งคือ:

“บริษัทเรามี TSM (Transport Safety Manager) ตามที่กรมการขนส่งทางบกบังคับแล้ว ทำไมต้องเสียเงินทำ ISO 39001 เพิ่มอีก?”

หรือในทางกลับกัน… “ถ้าบริษัทเราได้ใบรับรองมาตรฐานสากล ISO 39001 อยู่แล้ว จะสามารถยกเว้นการทำระบบ TSM ได้หรือไม่? หรือเลือกทำแค่อย่างใดอย่างหนึ่งก็เพียงพอแล้ว?”

เพื่อแก้ข้อสงสัยนี้อย่างถ่องแท้ เราต้องเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจว่า TSM และ ISO 39001 คืออะไร มีจุดประสงค์ต่างกันอย่างไร และสร้างมูลค่าให้กับองค์กรในมิติที่แตกต่างกันอย่างไร

1. เจาะลึก TSM (Transport Safety Manager): “กฎหมายบังคับและกรอบปฏิบัติการขั้นพื้นฐาน”

TSM หรือ บุคลากรจัดการด้านความปลอดภัยในการขนส่ง คือ ข้อกำหนดตาม “กฎหมาย” ของประเทศไทย โดยกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม ที่บังคับให้ผู้ประกอบการขนส่งสินค้าและขนส่งผู้โดยสารตามประเภทที่กำหนด ต้องจัดให้มีบุคลากรทำหน้าที่รับผิดชอบดูแลความปลอดภัยในการขนส่ง

┌────────────────────────────────────────────────────────────────────────┐
│                        TSM Core Structure (5 Pillars)                  │
├────────────────────────────────────────────────────────────────────────┤
│ 1. การจัดการรถ (Vehicle Management)        ──► ตรวจสภาพ/บำรุงรักษา   │
│ 2. การจัดการผู้ขับรถ (Driver Management)   ──► ความพร้อม/ชั่วโมงทำงาน │
│ 3. การจัดการการขนส่ง (Transport Operations) ──► กำหนดเส้นทาง/ความเร็ว │
│ 4. การจัดการวิเคราะห์เหตุ (Accident Analysis)──► สอบสวน/รายงานเหตุ    │
│ 5. การประเมินผล (Safety Assessment)       ──► ตรวจสอบและปรับปรุง    │
└────────────────────────────────────────────────────────────────────────┘

จุดเด่นและลักษณะของ TSM:

  • มีสถานะเป็นกฎหมายบังคับ (Mandatory): หากไม่ปฏิบัติตามหรือไม่มี TSM ประจำองค์กร จะมีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก มีโทษปรับ และอาจส่งผลต่อการต่อใบอนุญาตประกอบการขนส่ง

  • Focus ที่ “บุคคล” และ “Checklist”: เน้นให้มีตัวบุคคล (TSM) ที่ผ่านการอบรมและทดสอบขึ้นทะเบียน เป็นผู้คุมกฎและปฏิบัติตาม รายการตรวจเช็ก (Checklist) 5 ด้านตามที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด

  • เน้นผลลัพธ์การปฏิบัติตามมาตรฐานขั้นต่ำ (Compliance-driven): มุ่งเน้นให้องค์กรมีมาตรการความปลอดภัยพื้นฐาน เช่น การตรวจวัดแอลกอฮอล์ก่อนออกปฏิบัติงาน การตรวจเช็กรถก่อนใช้งาน (Walk-around Inspection) และการติดตาม GPS

2. เจาะลึก ISO 39001: “ระบบบริหารจัดการเชิงยุทธศาสตร์ระดับสากล”

ISO 39001 (Road Traffic Safety Management System – RTSMS) คือ “มาตรฐานระบบการจัดการความปลอดภัยทางถนน” ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลระดับโลก (International Standard) ที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยองค์กร ISO (International Organization for Standardization)

┌────────────────────────────────────────────────────────────────────────┐
│                       ISO 39001 High-Level Structure                   │
├────────────────────────────────────────────────────────────────────────┤
│ • Plan  ──► กำหนดบริบทองค์กร, ประเมินความเสี่ยง (RTS Risk Assessment)  │
│ • Do    ──► กำหนดมาตรการ, จัดสรรทรัพยากร, ฝึกอบรม, ควบคุมการทำงาน      │
│ • Check ──► ติดตามตัววัดผล (KPIs), ตรวจสอบระบบภายใน (Internal Audit)   │
│ • Act   ──► ทบทวนโดยฝ่ายบริหาร (Management Review), ปรับปรุงต่อเนื่อง    │
└────────────────────────────────────────────────────────────────────────┘

จุดเด่นและลักษณะของ ISO 39001:

  • เป็นมาตรฐานสมัครใจ (Voluntary): กฎหมายไม่ได้บังคับ แต่เป็นระบบที่องค์กรเลือกทำเองเพื่อยกระดับมาตรฐาน ความน่าเชื่อถือ และภาพลักษณ์ในระดับสากล

  • Focus ที่ “ระบบการบริหารองค์กร” (Management System): ฝังเรื่องความปลอดภัยทางถนนลงในกระบวนการทำงานทุกระดับ ตั้งแต่คณะกรรมการบริหาร (Board), ผู้บริหารสูงสุด (Top Management) ไปจนถึงพนักงานหน้าร้าน

  • เน้นการบริหารความเสี่ยงและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง (Risk-based Thinking & PDCA): ไม่ได้มี Checklist ตายตัว แต่องค์กรต้องวิเคราะห์ “ความเสี่ยง” ของตนเอง (เช่น สภาพเส้นทาง, ประเภทสินค้า, สภาพอากาศ) แล้วออกแบบระบบเพื่อลดการเสียชีวิตและบาดเจ็บสาหัส (Zero Harm Goal)

3. ตารางเปรียบเทียบความแตกต่าง: TSM VS ISO 39001

ประเด็นเปรียบเทียบTSM (Transport Safety Manager)ISO 39001 (RTS Management System)
สถานะกฎหมายบังคับ (Mandatory by DLT)มาตรฐานสมัครใจ (Voluntary International Standard)
ขอบเขตการบังคับใช้ประเทศไทยทั่วโลก (สากล)
ปรัชญาหลักปฏิบัติตามข้อกำหนดและ Checklist ของภาครัฐบริหารความเสี่ยงเชิงป้องกันตามบริบทองค์กร
โครงสร้างระบบ5 ด้านการจัดการความปลอดภัยโครงสร้าง PDCA และ High-Level Structure (10 ข้อกำหนด)
ผู้รับผิดชอบหลักบุคลากร TSM ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมฯผู้บริหารสูงสุด ร่วมกับพนักงานทุกคนในองค์กร
วัตถุประสงค์สูงสุดผ่านเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยของกรมฯลดอัตราการเสียชีวิตและบาดเจ็บสาหัสให้เป็นศูนย์ (Zero Fatalities)
การรับรองระบบการขึ้นทะเบียนและรายงานผลต่อกรมการขนส่งทางบกการตรวจประเมินโดยสถาบันรับรองภายนอก (Certification Body)

4. ทำไมองค์กรต้องทำทั้งคู่? หรือเลือกทำแค่อย่างเดียวพอ?

เพื่อตอบคำถามนี้ เราต้องแบ่งออกเป็น 2 มิติหลัก: มิติด้านกฎหมาย และ มิติด้านยุทธศาสตร์การดำเนินธุรกิจ

[ Strategic Decision Matrix ]

  ├── กรณีที่ 1: ทำเฉพาะ TSM อย่างเดียว
  │      ├── ข้อดี: ผ่านกฎหมาย 100%, ค่าใช้จ่ายน้อยกว่า
  │      └── ข้อจำกัด: อาจได้แค่เอกสารกระดาษ, ไม่ฝังเข้าวัฒนธรรมองค์กร
  │
  ├── กรณีที่ 2: ทำเฉพาะ ISO 39001 อย่างเดียว (ทำไม่ได้ในทางกฎหมาย!)
  │      ├── ข้อดี: ระบบสากลดีเยี่ยม, ยกระดับแบรนด์
  │      └── ข้อจำกัด: ผิดกฎหมายขนส่งทางบกทันที หากไม่มี TSM ที่ขึ้นทะเบียน
  │
  └── กรณีที่ 3: บูรณาการทำควบคู่กัน (TSM + ISO 39001 Integration)
         ├── ข้อดี: ถูกต้องตามกฎหมาย 100% + มีระบบสากลขับเคลื่อนองค์กร
         └── ผลลัพธ์: ความปลอดภัยยั่งยืน, ลดต้นทุนอุบัติเหตุ, เพิ่มกำไร

❓ ทำไมเลือกทำ ISO 39001 อย่างเดียว…”ไม่ได้”?

ตอบได้สั้นๆ ว่า “ติดข้อจำกัดทางกฎหมาย” ครับ ถึงแม้บริษัทของคุณจะได้รับใบรับรอง ISO 39001 จากสถาบันระดับโลก แต่ถ้ารถขนส่งของคุณเข้าข่ายตามที่กฎหมายไทยกำหนด คุณ “ยังคงต้องมี TSM” ที่ผ่านการสอบขึ้นทะเบียน และต้องยื่นรายงานความปลอดภัยตามช่องทางของกรมการขนส่งทางบกอยู่ดี การมี ISO 39001 ไม่สามารถนำมาใช้ยกเว้นข้อบังคับ TSM ตามกฎหมายไทยได้

❓ ทำไมทำ TSM อย่างเดียว…อาจ “ไม่เพียงพอ” สำหรับองค์กรยุคใหม่?

แม้การทำ TSM จะช่วยให้คุณ “รอดพ้นจากโทษปรับทางกฎหมาย” แต่ในทางปฏิบัติ องค์กรจำนวนมากที่ทำเฉพาะ TSM มักตกอยู่ในกับดัก:

  1. เป็นระบบความปลอดภัยแบบ Paperwork: TSM ทำหน้าที่เซ็นเอกสาร ตรวจเช็กลิสต์ แต่ผู้บริหารระดับสูงไม่ได้ลงมาร่วมรับผิดชอบหรือสนับสนุนงบประมาณ

  2. ขยายผลเชิงยุทธศาสตร์ไม่ได้: ข้อมูลจาก TSM (เช่น สถิติความเร็ว GPS, ผลการตรวจรถ) ไม่ถูกนำไปประเมินความเสี่ยงองค์กร หรือไม่ได้ถูกนำไปเชื่อมโยงกับ KPI ของฝ่ายจัดซื้อ ฝ่าย HR หรือฝ่ายวางแผนการขนส่ง

  3. ไร้แต้มต่อในเวทีการค้าสากล: ลูกค้าที่เป็นบริษัทข้ามชาติ (Multinational Corporations) มักต้องการเห็นระบบรับรองความปลอดภัยที่เป็นมาตรฐานสากลอย่าง ISO 39001 เพื่อประเมินความเสี่ยงใน Supply Chain ของตนเอง

5. ยุทธศาสตร์การรวมพลัง: “TSM คือฐานปฏิบัติการ ISO 39001 คือระบบขับเคลื่อน”

ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับผู้ประกอบการขนส่งและโลจิสติกส์ คือการ “บูรณาการ TSM เข้าเป็นส่วนหนึ่งของ ISO 39001” (Integrated Management System)

┌────────────────────────────────────────────────────────────────────────┐
│                     Integrated TSM & ISO 39001 Synergy                 │
├────────────────────────────────────────────────────────────────────────┤
│               ISO 39001 (Executive & Management Level)                 │
│         [กำหนด นโยบายความปลอดภัย / ประเมินความเสี่ยง / ตั้ง KPI]          │
│                                    │                                   │
│                                    ▼                                   │
│                 TSM (Operational & Frontline Level)                    │
│      [ตรวจความพร้อมคน / เช็กสภาพรถ / ติดตาม GPS / สอบสวนอุบัติเหตุ]     │
└────────────────────────────────────────────────────────────────────────┘

วิธีการผนึกกำลังทั้งสองระบบเข้าด้วยกัน:

  1. ใช้ TSM เป็นกลไกภาคปฏิบัติ (Operational Tools): รายการตรวจเช็กรถ 5 ด้าน, การตรวจวัดแอลกอฮอล์, การทำ Fit for Duty และระบบสอบสวนอุบัติเหตุของ TSM จะกลายเป็น “Operational Controls” ตามข้อกำหนดของ ISO 39001

  2. ใช้ ISO 39001 ยกระดับ TSM เข้าสู่ระดับบริหาร (Executive Engagement): ISO 39001 จะบังคับให้ผู้บริหารระดับสูงต้องจัดประชุม Management Review นำข้อมูลปัญหาที่ TSM พบหน้าร้านไปพิจารณาอนุมัติงบประมาณ แก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง และจัดสรรทรัพยากรอย่างจริงจัง

  3. ลดความซ้ำซ้อนของเอกสาร: สร้างระบบเอกสารเดียว (Single Documentation) ที่ตอบโจทย์ทั้งเกณฑ์การตรวจ TSM ของกรมการขนส่งทางบก และตอบโจทย์ข้อกำหนด ISO 39001 ไปพร้อมๆ กัน

บทสรุป: สรุปคำตอบสำหรับผู้บริหาร

  • หากถามว่า “เลือกทำแค่อย่างเดียวพอไหม?”

    • หากองค์กรของคุณเป็นผู้ประกอบการขนส่งตามกฎหมาย คุณจำเป็นต้องทำ TSM เป็นพื้นฐานแรกเสมอ เพื่อความถูกต้องตามกฎหมาย

    • แต่หากองค์กรของคุณต้องการ ลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุอย่างจริงจัง, ต้องการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยระดับองค์กร, และต้องการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันแข่งขันกับลูกค้ารายใหญ่ การทำ TSM เพียงอย่างเดียวมักจะไม่เพียงพอ

  • บทสรุปเชิงยุทธศาสตร์:

    “TSM ทำให้คุณถูกต้องตามกฎหมาย… แต่ ISO 39001 จะทำให้องค์กรของคุณปลอดภัยอย่างยั่งยืน และเติบโตในระดับสากล”

การลงทุนควบคู่กันทั้ง TSM และ ISO 39001 จึงไม่ใช่ “ค่าใช้จ่ายที่ซ้ำซ้อน” แต่เป็นการสร้าง “เกราะป้องกันความเสี่ยง 2 ชั้น” ที่เปลี่ยนเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนนให้กลายเป็นความได้เปรียบทางการแข่งขันขององค์กรคุณอย่างแท้จริงครับ

ศูนย์ฝึกอบรมเทรนนิ่งเซนเตอร์ Training Center (TZ)

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

Line: @tzct
โทร: 094-395-5222
Facebook: TSM Center

เพิ่มเพื่อน