สำหรับผู้ประกอบการในแวดวงโลจิสติกส์และการขนส่งไทย ในช่วงเวลาที่ผ่านมาคงไม่มีคำไหนที่จะถูกกล่าวถึงและสร้างความตื่นตัวได้มากเท่ากับคำว่า “TSM” อีกแล้วครับ หลายองค์กรอาจจะยังสงสัยว่า ตำแหน่งนี้คืออะไร? เป็นแค่ตำแหน่งลอยๆ ที่ตั้งขึ้นมาตามกระแส หรือเป็นข้อบังคับทางกฎหมายที่มีบทลงโทษจริงจัง?
บทความนี้จะพาไปเจาะลึกเบื้องหลังกฎหมายใหม่ของกรมการขนส่งทางบก เพื่อให้คุณเข้าใจว่าทำไมธุรกิจขนส่งยุคใหม่ ถึงขาด “ผู้จัดการความปลอดภัยด้านการขนส่ง” ไม่ได้อีกต่อไป
TSM ย่อมาจาก Transport Safety Manager หรือแปลเป็นไทยอย่างเป็นทางการว่า “ผู้จัดการความปลอดภัยด้านการขนส่ง” เขาคือบุคลากรหลักที่ทำหน้าที่เป็น “แม่ทัพ” ในการวางแผน ควบคุม ดูแล และประเมินผลระบบความปลอดภัยทั้งหมดในองค์กรที่มีกิจกรรมการขนส่ง โดย TSM จะต้องผ่านการอบรมและทดสอบความรู้ตามหลักสูตรที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด เพื่อรับใบอนุญาตและขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง
หน้าที่ของ TSM จะแตกต่างจากเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย (จป.) ทั่วไปในโรงงานตรงที่ TSM จะโฟกัสไปที่ความเสี่ยงบนท้องถนนและระบบซัพพลายเชนการขนส่ง 100%
เหตุผลที่กฎหมายบังคับให้ต้องมี TSM เป็นเพราะกระทรวงคมนาคมต้องการเปลี่ยนผ่านการควบคุมความปลอดภัยจากการ “ตามแก้ปัญหาเมื่อเกิดเหตุ” ให้กลายเป็นการ “ป้องกันเชิงรุก” โดย TSM จะต้องเข้ามาบริหารจัดการระบบความปลอดภัย 5 ด้านหลัก (5 Pillars of Transport Safety) ดังนี้:
เสาหลักที่ 1: การบริหารจัดการองค์กร (Organization Management) จัดทำนโยบาย คู่มือความปลอดภัย และโครงสร้างการทำงานด้านเซฟตี้ของบริษัท
เสาหลักที่ 2: การบริหารจัดการผู้ขับรถ (Driver Management) ควบคุมตั้งแต่การคัดเลือก ตรวจสอบประวัติ ตรวจสุขภาพ ไปจนถึงการจัดชั่วโมงการทำงานเพื่อป้องกันอาการหลับใน (Fatigue Management)
เสาหลักที่ 3: การบริหารจัดการยานพาหนะ (Vehicle Management) วางระบบและควบคุมการตรวจเช็ครถตาม Checklist ก่อนออกเดินทาง (Pre-trip Inspection) และแผนการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance)
เสาหลักที่ 4: การบริหารจัดการการเดินรถ (Traffic Management) วางแผนเส้นทางเดินรถที่ปลอดภัย เลี่ยงจุดเสี่ยง และมอนิเตอร์พฤติกรรมการขับขี่ผ่านระบบ GPS Tracking เรียลไทม์
เสาหลักที่ 5: การบริหารจัดการเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน (Emergency Management) จัดทำแผนฉุกเฉิน ซักซ้อมเยียวยา และสืบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงเมื่อเกิดอุบัติเหตุเพื่อไม่ให้เกิดซ้ำ
กฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ครอบคลุมผู้ประกอบการขนส่งทั้ง “ขนส่งประจำทาง ไม่ประจำทาง และการขนส่งส่วนบุคคล” โดยแบ่งกลุ่มตามประเภทและจำนวนรถ เช่น:
รถบรรทุกไม่ประจำทางและขนส่งส่วนบุคคล (ป้ายเหลือง/ป้ายขาว) ที่มีรถตั้งแต่ 20 คันขึ้นไป
รถโดยสารประจำทางและไม่ประจำทาง (รถทัวร์ รถบัส รถตู้)
รถวัตถุอันตราย (สารเคมี น้ำมัน แก๊ส) บังคับมี TSM ทันทีตั้งแต่รถคันแรก
🚨 บทลงโทษทางกฎหมาย:
หากผู้ประกอบการรายใดที่มีลักษณะเข้าข่ายตามที่กฎหมายกำหนด แต่ “ไม่จัดตั้งและขึ้นทะเบียน TSM” จะถือว่ามีความผิดตาม พ.ร.บ.การขนส่งทางบก มีโทษปรับสูงสุด 50,000 บาท และอาจส่งผลต่อการพิจารณาต่ออายุใบอนุญาตประกอบการขนส่งในรอบถัดไปด้วยครับ
| หัวข้อประเมิน | องค์กรที่ไม่มี TSM (ระบบเดิม) | องค์กรที่มี TSM มาตรฐาน (ระบบใหม่) |
| การควบคุมคนขับ | ปล่อยให้ขับตามใจ เน้นทำเวลา เสี่ยงหลับใน | มีระบบเช็คความพร้อม ตรวจแอลกอฮอล์ คุมชั่วโมงขับ |
| สภาพตัวรถบรรทุก | ซ่อมเมื่อพัง รถเสียกลางทางบ่อย ส่งของเลท | มีระบบ Preventive Maintenance รถพร้อมใช้งาน 100% |
| เมื่อเกิดอุบัติเหตุ | ตื่นตระหนก จัดการหน้างานช้า เสียภาพลักษณ์ | มี Emergency Plan คลี่คลายสถานการณ์รวดเร็ว มืออาชีพ |
| ความเสี่ยงทางกฎหมาย | เสี่ยงโดนปรับ 50,000 บาท และถูกระงับกิจการ | ถูกต้อง โปร่งใส ปลอดภัยจากการตรวจสอบ 100% |
การเติบโตของธุรกิจขนส่งยุคใหม่ ไม่ได้วัดกันที่ความเร็วในการส่งของเพียงอย่างเดียวแล้วครับ แต่วัดกันที่ “ความน่าเชื่อถือและความปลอดภัยในการส่งมอบ” การที่กฎหมายบังคับให้ทุกธุรกิจขนส่งต้องมี TSM จึงไม่ใช่การเพิ่มภาระทางเอกสาร แต่คือการบังคับให้องค์กรสร้าง “ระบบเซฟตี้” ที่เป็นมาตรฐานสากล เพื่อปกป้องชีวิตพนักงาน คุ้มครองสินค้าของคู่ค้า และลดต้นทุนแฝงมหาศาลจากอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้น
อย่าปล่อยให้องค์กรเสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมายและเผชิญอุบัติเหตุทางถนน ส่งบุคลากรของคุณเข้ารับการอบรมและติวเข้มเพื่อขึ้นทะเบียนเป็น TSM อย่างถูกต้อง กับ ไอดีไดร์ฟ หน่วยงานฝึกอบรมที่ได้รับการับรองอย่างเป็นทางการจากกรมการขนส่งทางบก เราพร้อมถ่ายทอดความรู้เชิงลึก 5 เสาหลักความปลอดภัย เพื่อเปลี่ยนข้อบังคับทางกฎหมายให้เป็นระบบสร้างผลกำไรที่ยั่งยืนให้ธุรกิจของคุณ